[FIC] THE CHANCE - PART1

posted on 09 Sep 2013 22:57 by junghyeae

The Chance

Author : akabane

Rate :  R

Author’s Note : ฟิกเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมากจากซีรี่ย์อเมริกา “The walking dead” ค่ะ

คำเตือน ฟิกเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น เหตุการณ์ ตัวละคร และสถานที่ต่างๆ เป็นเรื่องสมมุติ โดยเนื้อหาทั้งหมดเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายรักชาย(Boy'sLove) หากไม่ชอบก็ปิดไปได้เลยค่ะ ^__^ 

 

 

 

Part1

 

 

 

 ‘นี่มันเกิดอะไรขึ้น?’

คำถามแรกผุดขึ้นมาในสมองทันที เมื่อเด็กหนุ่มเห็นสภาพอันแปลกตาของค่ายพักฤดูร้อน เขาหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางนึกย้อนกลับไปถึงเมื่อคืน ถ้าจำไม่ผิดหลังจากตรวจตราดูความเรียบร้อยต่างๆ  เขาก็ตัดสินใจที่จะเข้านอน เพราะเกิดอาการอ่อนเพลียขนาดหนักเสียจนแทบอ่านหนังสือไม่ไหว แต่อย่างไรก็ตาม เขารู้ตัวเองดีว่าไม่ได้สติเลอะเลือนจนมองไม่เห็นความผิดปกติบริเวณรอบๆค่าย อย่างที่เห็นอยู่ในขณะนี้

 

เด็กหนุ่มตัดสินใจเดินกลับเข้าไปในห้องพักเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เขาก้มลงมองหน้าจอแล้วขมวดคิ้วอีกครั้งเนื่องจากไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ จริงอยู่ที่นักเรียนทุกคนไม่ได้รับอนุญาตให้นำอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์มาเข้าค่าย แต่สำหรับเขาผู้เป็นประธานนักเรียนจึงได้รับสิทธิพิเศษ แต่ในเวลานี้ มันไม่มีประโยชน์เอาเสียเลย เพราะนอกจากจะใช้โทรศัพท์จะไม่มีสัญญาณแล้ว ไฟฟ้าก็ยังใช้ไม่ได้อีกด้วย ที่เขารู้เพราะตั้งใจจะเปิดโน้ตบุ๊กเพื่อตรวจเช็คE-mail แต่โน้ตบุ๊กของเขากลับมีแบตเตอรี่ไม่ถึง 20 % นี่แสดงว่าไฟดับตั้งแต่เมื่อคืนอย่างนั้นหรือ? แล้วทำไมไม่มีใครไปตรวจดูเครื่องปั่นไฟล่ะ?  อีกอย่างที่น่าแปลกคือตอนนี้มันหกโมงเช้าแล้ว แต่ทำไมค่ายพักถึงได้ดูเวิ้งว้างเหมือนไม่มีใครอยู่แบบนี้?

 

เขากดสวิตซ์ไฟเพียงเพื่อหวังว่าจะมีแสงไฟส่องออกมา แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกถึงเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลเข้าเสียแล้ว เขาจึงรีบเดินออกจากห้องพักของตัวเองแล้ววิ่งตรงไปเคาะประตูห้องพักของอาจารย์ทันที

 

ก็อกๆ

 

“อาจารย์ครับ!!”

 

เงียบ…

 

เขาถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไป โดยไม่คำนึงถึงมารยาทที่ตนเคยปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เด็กหนุ่มเห็นว่าห้องพักอาจารย์มีขนาดใหญ่กว่าห้องของเขาเล็กน้อย และยังมีเครื่องมืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆมากกว่า นัยน์ตาสีดำสนิทเหลือบมองไปรอบๆห้อง แล้วก็พบว่าภายในห้องเหลือเพียงแค่อุปกรณ์ เครื่องใช้ที่มีอยู่ในค่ายตั้งแต่ดั้งเดิม ส่วนข้าวของที่เป็นของใช้ของอาจารย์ที่นำมาจากบ้านนั้นหายไป ดูเหมือนจะมีการรีบเร่งเก็บสิ่งของแล้วออกไปจากห้องนี้ เด็กหนุ่มเริ่มหน้าเสีย เมื่อรู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาดอย่างที่เขาไม่เข้าใจ นี่มันเกิดอะไรขึ้น? คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา เขาเดินออกจากห้องพักอาจารย์ แล้วไปตรวจดูห้องของนักเรียนที่เหลือประมาณสิบห้อง ไม่มีใครอยู่… ไม่มีใครเลยสักคน… เขากวาดสายตามองดูคร่าวๆที่ห้องสุดท้าย ก่อนจะตัดสินใจเดินไปที่ห้องน้ำ

 

“เหม็นอะไรวะเนี่ย?” เด็กหนุ่มบ่นพึมพำเมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ห้องน้ำเรื่อยๆ เขาเปิดประตูออกอย่างแรง แล้วภาพที่เขาเห็นก็ทำให้ตกใจแทบสิ้นสติ

 

มันเป็นซากศพ!!! ซากศพมนุษย์!!!

 

 

เด็กหนุ่มถึงกับวิ่งถลาออกไปอาเจียน ทั้งๆที่ในกระเพาะของเขาไม่มีอะไรเลย ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับกระดาษ เขาสาบานว่าตลอดชีวิตที่เขาเกิดมา เขาไม่เคยกลัวอะไรขนาดนี้มาก่อน ขาทั้งสองข้างแทบอ่อนแรงเมื่อนึกถึงสภาพของมัน พระเจ้า!!! นี่มันบ้าไปแล้ว นี่มันเรื่องบ้าชัดๆ

 

เขาบ่นพึมพำกับตัวเองราวกับเป็นคนบ้า เด็กหนุ่มสะบัดศีรษะไล่ความรู้สึกทั้งหมดออกไป เขาสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมา แล้วตบแก้มตัวเองสองครั้งก่อนจะตัดสินใจเดินตรงไปยังห้องปั่นไฟ ซึ่งเป็นห้องสุดท้าย เขาหลับตาเตรียมใจหากจะต้องพบกับสิ่งเลวร้ายอีกครั้ง

 

“เป็นไงเป็นกัน”

 

เอี๊ยด…

 

เปลือกตาค่อยๆเปิดขึ้น นัยน์ตาสีดำสนิทฉายแววโล่งใจ เมื่อไม่เห็นภาพชวนสยองนั่นอีกครั้ง เขาก้าวขาเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง แม้ว่าเด็กหนุ่มจะยังไม่หายตกใจกลัว แต่ด้วยความที่มีภาวะเป็นผู้นำสูง จึงทำให้เรียกสติกลับคืนมาได้ทันท่วงที เขาเดินไปรอบๆห้องแล้วเจอจอบอยู่อันหนึ่งวางพิงเสาอยู่ จึงตัดสินใจหยิบมันขึ้นมา เขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก หากเป็นอย่างที่เขาคิดจริงๆ ก็ได้แต่หวังว่ามันจะช่วยให้เขามีชีวิตรอด เด็กหนุ่มคิดจะกลับไปที่ห้องของตัวเอง เพื่อขนสัมภาระแล้วรีบไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

 

“เทเลอร์… นั่นเทเลอร์ใช่ไหม?”

 

เสียงแหบแห้งเรียกชื่อเขาทันทีที่กำลังจะเดินออกจากห้อง เด็กหนุ่มหันหลังกลับมาดูด้วยสายตาระแวดระวัง พลางกระชับด้ามจอบที่ตนถือไว้ให้แน่นขึ้น

 

“ใคร?”

 

เงียบ…

 

“ฉันถามว่าใคร?” เทเลอร์พูดเสียงดังขึ้น ก่อนจะค่อยๆก้าวกลับเข้าไปในห้อง

 

“ฉัน… ฉันแมคคิน… แมคคิน โจนส์”

 

เทเลอร์เลิกคิ้วสูงขึ้นพลางนึกทวนชื่อนี้ในใจ… แมคคิน โจนส์? อ่า… นึกออกแล้ว เด็กหนุ่มร่างตุ้ยนุ้ยผู้ร่าเริงคนนั้นนี่เอง

 

“นายอยู่ไหน?”

 

“ข้างใต้นี่… มันมีประตูลับอยู่ใต้เครื่องปั่นไฟ”

 

เทเลอร์รีบเดินไปหลังเครื่องปั่นไฟ แล้วก็พบว่ามันมีประตูลับอยู่จริงๆ เด็กหนุ่มรีบเปิดประตูออก เขาสำลักฝุ่นละอองที่ลอยคลุ้งออกมา นัยน์ตาสีดำเพ่งมองเข้าไปข้างใต้ห้องลับ โชคดีที่ตอนนี้เป็นเวลาเช้า มีแสงแดดพอส่องเขามาเห็นว่าใต้ห้องลับนั้นมีคนสองคนนั่งอยู่ คนหนึ่งเป็นเด็กร่างอ้วน ผมสีน้ำตาลและดูเปียกชื้นจากเหงื่อ เพราะความรอนอบอ้าวจากในห้องลับ ส่วนอีกคนเป็นเด็กชายร่างเล็กตัวผอมแห้ง ใส่แว่นตาหนาเตอะ กำลังนั่งตัวสั่นเทาด้วยความกลัว เทเลอร์มองทั้งสองคนด้วยความประหลาดใจ ระคนดีใจ แสดงว่าไม่ใช่แค่เขาเพียงคนเดียวที่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้

 

“เกิดอะไรขึ้น?”

 

“มันค่อนข้างอธิบายยากน่ะ” เด็กร่างอ้วน หรือแมคคินพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง ในขณะที่กำลังปีนบันไดขึ้นมา เทเลอร์ช่วยจับมือพยุงให้สะดวกขึ้น แล้วก็เหลือบไปมองเด็กชายใส่แว่นผมแดงคนนั้นที่ยังนั่งกอดเขาตัวสั่นอยู่ข้างล่าง

 

“ขึ้นมาสิ”

 

เด็กชายคนนั้นจ้องหน้าเทเลอร์ ร่างที่ผอมแกร็นอยู่แล้ว กลับยิ่งดูเหี่ยวแห้งขึ้นไปอีก นัยน์ตาสีฟ้าของเขาชายแววหวาดกลัวสุดขีด ริมฝีปากสีซีดขาวขยับออกมาเป็นคำพูด แม้ว่าเสียงจะสั่นมากก็ตาม

 

“พวกมันจะฆ่าเรา พวกมันจะเปลี่ยนให้เราเป็นพวกมัน” 

 

เทเลอร์หันกลับไปมองหน้าแมคคินที่ดูจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนก็เริ่มรู้สึกใจเสีย แมคคินจ้องหน้าเขากลับ ก่อนจะพูดออกมาทั้งๆที่ตนเองก็หวาดกลัวไม่ต่างจากเด็กชายคนนั้นแม้แต่น้อย

 

“นายก็เห็นมันแล้ว… ในห้องน้ำนั่น”

 

“หมายความว่า…”

 

แมคคินพยักหน้ารับ เทเลอร์รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก เขามึนงง สับสน ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เด็กหนุ่มเสยผมที่ปรกหน้าของตัวเอง ก่อนจะหันไปมองแมคคินและเด็กชายผมแดงใส่แว่นหนาเตอะคนนั้นอีกครั้ง เขาเม้มปากแน่น ราวกับกำลังคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี แมคคินเองก็จนปัญญาไม่ต่างกัน เด็กหนุ่มร่างอ้วน ตัดสินทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น ก่อนจะเอามือกุมศีรษะตัวเอง ในที่สุดเทเลอร์ก็คิดได้ว่าควรจะออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด โดยยังคงมีความหวังว่าอาจจะพบใครสักคน ใครที่ช่วยพวกเขาได้

 

“พวกนายรู้ไหมว่ามีใครที่หนีออกไปได้บ้าง?”

.

.

.

แฮ่กๆ…

 

เสียงหอบหายใจของเด็กหนุ่มสองคนดังก้องสะท้านไปทั่วบริเวณนั้น เฮย์เดนพยายามที่จะไม่ส่งเสียงดังแล้ว แต่เขาก็ทำไม่ได้ เขาเหนื่อย และกลัวเกินกว่าเกินว่าจะพยายามปกปิดอาการที่แสดงออก นัยน์ตาสีเขียวจับจ้องไปยังทิศทางข้างหลังที่จากมาด้วยความระแวง ในขณะที่แซมทนแม้แต่จะยืนไม่ไหว เด็กหนุ่มจึงทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นอย่างสิ้นหวัง เขาไม่เคยนึกฝันว่าตนเองจะต้องวิ่งหนีเจ้าสิ่งนั้น เขาบอกไม่ได้ว่ามันเป็นตัวอะไร ที่แน่ๆมันไม่ใช่คน มันเหมือนกับซากศพที่เดินได้ มันน่ากลัว และน่าสยดสยองมากพอจนทำให้เขาพูดเรื่องตลกไม่ออก เฮย์เดนเองก็เช่นกัน ปกติแล้วเวลาแบบนี้ พวกเขาคงต้องนั่งกินอาหารเช้าในค่าย ก่อนจะไปเตรียมตัวทำกิจกรรมอย่างอื่นต่อตามแผนการที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า เขาควรจะเชื่อแอนนาตั้งแต่แรกว่าอย่ามาเข้าค่ายเลย มันคงไม่มีอะไรสนุกๆทำ แต่เพราะความคิดที่อยากจะทำกิจกรรมกับโรงเรียนครั้งสุดท้ายก่อนจะจบ ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมโดยไม่ลังเล

 

“ฉันยอมรับผิด… นายจะด่าก็ด่ามาเลย” แซมพูดทันทีที่เด็กหนุ่มรูปร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้างเขา

 

“หึหึ…ฉันอยากจะอัดนายให้คว่ำเสียด้วยซ้ำนะ ถ้าไม่ติดว่าต้องอัดกับไอ้พวกปีศาจนั่น” เฮย์เดนแค่นหัวเราะทั้งๆที่ไม่มีอะไรน่าขำเลย

 

“เราต้องหาปีเตอร์ กับสองพี่น้องนั่นให้เจอ ไปเถอะ” แซมลุกขึ้นทันที ในขณะที่เฮย์เดนทำหน้าตื่นตระหนก

 

“อะไรกัน??!! จะไม่ให้พักเลยเหรอวะ? เหนื่อยนะเว่ย ทั้งเหนื่อยทั้งกลัว…” เสียงของเฮย์เดนสั่นนิดๆ แซมเข้าใจดีว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับเฮย์เดน ไม่สิ… มันเป็นเรื่องยากสำหรับทุกคนที่จะต้องพบเจอสถานการณ์แบบนี้ แต่จะให้เขานั่งพักรอจนกว่าพวกนั้นมาเจอก็คงจะไม่รอด เพราะเขาเองก็เริ่มจะหนีมันไม่ไหวแล้ว ถ้าให้ตั้งต้นวิ่งอีกพวกเขาคงจะต้องหลงป่าลึกมากขึ้น แทนที่จะได้เจอพวกเลียมแล้วรวมกลุ่มกันอีกครั้ง คงจะต้องโดนพวกมันกัดกินจนกลายเป็นพวกเดียวกันแน่

 

“เฮย์เดน…” เด็กหนุ่มเรียกชื่อเพื่อนด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น

 

นัยน์ตาสีเขียวจ้องมองกลับมาที่เขาราวกับจะตั้งคำถาม และแซมรู้ดีว่าเฮย์เดนจะถามว่าอะไร เด็กหนุ่มจึงส่งยิ้มให้เป็นคำตอบ แม้ว่าในใจจะหวั่นวิตก และหวาดกลัว แต่เขาเลือกที่จะต่อสู้กับมัน เฮย์เดนเข้าใจความหมายของรอยยิ้มนั้น จึงพยักหน้า แล้วลุกขึ้นยืนพร้อมๆกับแซม…

 

สวบ…

 

เสียงเหมือนคนย่ำเท้าลงบนใบไม้ เฮย์เดนกับแซมหันไปมองต้นเสียงอย่างรวดเร็ว แต่ไม่เห็นใคร ไม่เห็นแม้กระทั่งพวกปีศาจที่เพิ่งตามล่าพวกเขา แต่สัญญาณอันตรายทำให้รู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่าง… มีบางอย่างกำลังใกล้เข้ามา

 

“อุ๊ป!!!”

 

กลิ่นเหม็นเน่าอย่างร้ายกาจชวนสะอิดสะเอียนทำให้ทั้งสองคนรีบเอามือปิดจมูกแทบไม่ทัน แซมเห็นอะไรบางอย่างอยู่ตรงพุ่มไม้ มันกำลังใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ…

 

“วิ่ง!!!!!!!!!”

 

หัวสมองว่าเปล่า ไม่มีแม้แต่แผนการที่คิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป เด็กหนุ่มทั้งสองคนไม่รู้ว่าเป้าหมายที่พวกเขาจะไปเป็นทางไหน เพราะตอนนี้หวังเพียงแค่ให้มีชีวิตรอด…มีชีวิตรอดจากมันเท่านั้น

 

“โอ๊ย!!!”

 

“เฮย์เดน!!!!!!!”

 

แซมหันหลังกลับไปตามเสียงร้อง เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองวิ่งไปโดยไม่ทันสังเกตเฮย์เดนอยู่รั้งท้าย เขาเห็นเพื่อนพยายามจะดึงเท้าของตัวเองที่ติดอยู่ในหลุมร่องหิน แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เห็นผล เด็กหนุ่มผมหยักศกเหลือบสายตาหันไปเห็นพวกมันตนหนึ่งกำลังใกล้เข้ามา ใบหน้าที่เน่าเฟะเป็นสีเขียวคล้ำของมันทำให้เฮย์เดนร้องไม่ออก เขาเคยเห็นพวกมันจริง แต่ไม่ได้เห็นมันใกล้มากขนาดนี้ สองแขนของมันกำลังเอื้อมเข้ามาที่ขาของเขา ตอนนี้เฮย์เดนรู้แต่เพียงว่าตัวเองกำลังจะตาย…

 

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก”  

 

แซมไม่สนใจแล้วว่าเขาไม่มีอาวุธ เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้นนอกจากจะช่วยเพื่อน เด็กหนุ่มวิ่งตรงไปก่อนจะคว้าก่อนหินขว้างใส่หน้ามัน แต่ก็เปล่าประโยชน์ แรงปะทะทำให้หัวมันเอียงหักเป็นมุมสี่สิบห้า ไม่ได้ทำให้มันหยุดจะทำร้ายเฮย์เดน แซมเห็นอย่างนั้นจึงตัดสินใจจะกระโจนเขาไปถีบมัน แต่ทว่า…

 

“อย่าขยับ!!!!!!”

 

ปัง!

 

เลือดสีแดงคล้ำกระเด็นสาดใส่หน้าของเด็กหนุ่มเล็กน้อย แซมเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อเห็นเจ้าปีศาจนั่นล้มลงไปต่อหน้าต่อตา เด็กหนุ่มหันหลังกลับไปมองเสียงปริศนานั้นอย่างช้าๆ ในขณะที่เฮย์เดนเองก็ยังไม่หายตัวแข็งทื่อจากอาการหวาดกลัว

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลเฮเซลจับจ้องที่ใบหน้าของเขาอย่างพิจารณา ก่อนจะลดมือที่ถือปืนไรเฟิลลงทันทีที่สบตากัน แซมรู้จักคนคนนี้ เด็กผู้ชายที่มีผมสีดำสนิท ใบหน้าเรียบเฉย ทำตัวลึกลับ และไม่ค่อยสุงสิงกับใคร

 

“ไมค์… ไมค์ มิลเลอร์” 

 

 

 

To be continue.

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

akabane View my profile