[FIC] SECRET LETTER (비밀 편지) - PART7

posted on 10 Feb 2013 13:45 by junghyeae in Fic-SecretLetter

Secret Letter (비밀 편지)

Author :  junghyeae   

Paring : YooSu / YunJae / Changmin

Rate : PG-13

 

คำเตือน ฟิกเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น เหตุการณ์และสถานที่ต่างๆ เป็นเรื่องสมมุติไม่ได้เกิดขึ้นจริงและผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆในเรื่องนี้ ส่วนเนื้อหาทั้งหมดเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายรักชาย(Boy'sLove) หากไม่ชอบก็ปิดไปได้เลยค่ะ ^__^

 

 

 

Part7

 

 

 

“ฝ่าบาทเพคะ”

 

เสียงอ่อนหวานเรียกพระสวามีด้วยความห่วงใย ฝ่ามือเรียวสวยแตะที่พระกรของกษัตริย์โอซองเบาๆทันที เมื่อเห็นพระพักตร์ขององค์ราชาที่ดูอ่อนล้า แม้จะเจือไปด้วยรอยยิ้มก็ตาม พระมเหสีกาอินเองก็ทุกข์ใจไม่ต่างกัน เพียงแต่นางไม่สามารถช่วยเหลือผู้เป็นพระสวามีได้ เพลานี้องค์ชายแจซันจำเป็นต้องรักษาการดูแลบ้านเมืองแทนเสด็จพ่อที่ล้มป่วยลง ส่วนองค์ชายแจจินกำลังเตรียมการเพื่อจะออกไปตามหาพระอนุชาที่หายตัวไปอย่างรีบเร่ง ทำให้ภายในวังหลวงเหลือเพียงแค่เพียงนาง และมุนอาเท่านั้นที่พอจะอยู่เป็นที่พึ่งทางใจให้แก่กษัตริย์โอซองในยามประชวรเช่นนี้

 

“เจ้าเองรึ… ได้ข่าวอะไรจากแจจินบ้างไหม?” พระสุรเสียงแหบแห้งเอ่ยถามขึ้นอย่างมีความหวัง แต่เมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของพระมเหสีแล้ว นัยน์ตาที่เกือบจะฉายแววตื่นต้น กลับหม่นหมองลงไปในทันใด

 

“องค์ชายแจจินใกล้จะเดินทางถึงเมืองเจินจูแล้ว พรุ่งนี้คงจะได้ความคืบหน้ามาบ้าง วางพระทัยเถิดเพคะ ฝ่าบาทก็ทรงทราบว่าองค์ชายแจจินไม่มีทางปล่อยให้พระอนุชาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้แน่” พระมเหสีกาอินหวนนึกถึงคำมั่นสัญญาที่องค์ชายแจจินรับปากเสด็จพ่อด้วยความหนักแน่น ก่อนจะส่งยิ้มบางๆให้พระสวามีเพื่อเป็นการให้กำลังใจ เท่าที่สตรีร่างบอบบางอย่างนางจะทำได้

 

“ข้าปวดหัวเหลือเกินกาอิน… คิดว่าจะนอนพักสักหน่อย ข้าอยากให้เจ้าเป็นคนดูแล แล้วก็วานไปบอกพวกมหาดเล็กว่าข้าไม่อยากให้ใครเข้ามารบกวน นอกจากจะเป็นเรื่องสำคัญ” กษัตริย์โอซองตรัสเบาๆ ก่อนจะกุมมือพระมเหสีแนบกับพระอุระในขณะที่นอนเหยียดพระวรกายลงบนเตียง

 

พระมเหสีเรียกนางกำนัลให้ออกไปบอกมหาดเล็กตามที่พระราชาร้องขอ ก่อนจะหันไปมองพระพักตร์ของผู้เป็นพระสวามีที่กำลังบรรทมแล้วก็ถอนหายใจออกมา นางพยามนึกถึงสาเหตุที่องค์ชายแจจุงถึงหายตัวไปทั้งๆที่มีการคุ้มกันหนาแน่นจากเหล่าทหารและราชองค์รักษ์แห่งเมืองเจินจู แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก แม้จะเป็นผู้หญิง และไม่ค่อยจะมีส่วนรู้เห็นในเรื่องของการปกครองบ้านเมือง แต่นางก็ไม่ใช่คนหลับหูหลับตา ไม่รู้เรื่องข่าวสารใดๆเลย นางเป็นองค์หญิงจากต่างเมือง แต่ก็เคยอ่านประวัติศาสตร์ของเมืองอันดงเมื่อครั้งอภิเษกสมรสกับกษัติรย์โอซองใหม่ๆ ทำให้นางพอจะทราบว่าในสมัยโบราณกาล เมืองเจินจูเคยเป็นเมืองขึ้นของอันดง แต่เนื่องจากกษัตริย์ที่ปกครองไม่ดี มักมากในกามคุณจนไม่สนใจบ้านเมือง ทำให้เจินจูประกาศอิสรภาพแยกตัวออกมาได้ จากเรื่องนี้จึงถือได้ว่าทั้งสองเมืองเคยเป็นศัตรูกันมาก่อน แต่เรื่องราวก็ผ่านไปราวๆห้าร้อยปีแล้ว มิหนำซ้ำพระสวามีของนางกับกษัตริย์แห่งเจินจูเป็นเพื่อนรักกัน ทำให้มิใช่เรื่องแปลกเลยหากทั้งสองเมืองอยากจะเกี่ยวดองเป็นญาติ โดยจัดการให้พระราชโอรสและพระราชธิดาได้อภิเษกสมรสกัน

 

หรือจะเป็นเพราะเมืองเจินจูมีศัตรูมาก? ทำให้มีคนคิดลักพาตัวองค์ชายแจจุง เพื่อทำให้องค์หญิงแห่งเจินจูต้องอับอาย จนต้องประกาศสงครามกับอันดง ถือว่าเป็นการยืมมือคนอื่นฆ่าคนเยี่ยงนั้นหรือ? แต่ทำไมต้องลักพาตัวราชบุตรเขยเพียงเพราะเรื่องเช่นนั้นด้วย แลดูไม่เหมือนกับวิธีของการประกาศสงครามเลยแม้แต่น้อย ดูคล้ายกับโจรเรียกค่าไถ่เสียมากกว่า

 

“เสด็จลุง!!”

 

พระมเหสีกาอินสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงคนผลักประตูเข้ามาในห้องบรรทม ใบหน้าหล่อเหลาทว่าอ่อนหวานคล้ายอิสตรีนั้นแลดูเสแสร้งทำเป็นตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นกษัตริย์โอซองนอนประชวรอยู่ ทำให้พระมเหสีอดจะขุ่นเคืองพระทัยกับความไร้มารยาท และหน้าไหว้หลังหลอกขององค์ชายวังซอนผู้เป็นพระราชนัดดาของกษัตริย์โอซองอย่างเสียมิได้

 

“ฝ่าบาทไม่อยากให้ใครเข้ามารบกวน หรือองค์ชายวังซอนมิทรงทราบ?”

 

องค์ชายวังซอนมองใบหน้าพระมเหสีกาอินด้วยแววตาไม่หวั่นเกรง แต่ก็แสร้งทำเป็นโค้งคำนับตามมารยาทเมื่อเห็นว่าตนเองมีบรรดาศักดิ์ที่ต่ำต้อยกว่า “กระหม่อมเป็นห่วงเสด็จลุงมากเกินไปจนไม่ทันได้ยั้งคิด ขอประทานอภัยด้วยเถิดพระเจ้าค่ะ”

 

“มีธุระอันใดหรือเพคะ? ถึงได้รีบร้อนเช่นนี้”

 

“โธ่! พระมเหสี กระหม่อมเพียงแค่อยากมาดูอาการเสด็จลุงตามประสาพระราชนัดดาไม่ได้หรือกระหม่อม?”

 

พระมเหสีเบือนสายตาไปทางอื่น ก่อนจะหันไปจ้องหน้าองค์ชายวังซอนที่ยืนอมยิ้มอย่างไม่ถูกกาลเทศะ ทำให้นางต้องสะกดกลั้นอารมณ์ไม่พอใจเอาไว้จนอึดอัดในอยู่ในอก “ได้สิเพคะ องค์ชายเป็นพระราชนัดดาย่อมมีสิทธิ์จะห่วงใยฝ่าบาทจากพระทัยจริงอยู่แล้ว”

 

“อ่า… ดีใจเหลือเกินกระหม่อมที่พระมเหสีเข้าพระทัย กระหม่อมไม่ได้แค่อยากจะมาเยี่ยมเสด็จลุงเท่านั้น แต่กระหม่อมยังมีเรื่องสำคัญจะมากราบทูล เกี่ยวกับแจจุงน้องรัก หวังว่าพระมเหสีจะไม่ทรงรังเกียจ” คิ้วเรียวเข้มขององค์ชายเลิกขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นสีหน้าของพระมเหสีที่เปลี่ยนไปจากเฉยชาเป็นอยากรู้เรื่องที่เขากำลังจะบอก

 

“เรื่องอะไรหรือเพคะ?” พระมเหสีกาอินมักจะให้เกียรติทุกคนในราชวงศ์เสมอ ไม่เว้นแม้แต่องค์ชายวังซอนที่มีฐานะต่ำกว่า นางก็ปฏิบัติตนไม่ต่างจากที่เคยทำกับองค์ชาย และองค์หญิงที่เป็นลูกของพระมเหสีก่อนหน้านาง มือบอบบางจึงเคลื่อนออกจากพระอุระของกษัตริย์โอซองเบาๆ หลังจากที่เชื้อเชิญองค์ชายวังซอนให้นั่งลงเรียบร้อย พระมเหสีกาอินได้ลุกขึ้นเดินไปนั่งเก้าอี้ข้างกันเพื่อจะได้คุยสะดวก เพราะไม่อยากรบกวนฝ่าบาทให้ต้องตื่นขึ้นมาในขณะที่ร่างกายยังอ่อนแอ

 

“กระหม่อมไปสืบทราบมาว่าคิมจุนซู พระพี่เลี้ยงก็หายตัวไปด้วย ในวันที่แจจุงเดินทางไปเมืองเจินจูเพื่อเตรียมอภิเษก”

 

“องค์ชายกำลังจะบอกอะไรเพคะ?”

 

“คิมจุนซู กับแจจุงต้องอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้แน่”

 

“เหลวไหล!! จุนซูมาขอลากลับบ้าน หม่อมฉันเป็นคนรับเรื่องนี้เอง”

 

“แต่เขาไม่อยู่ที่บ้าน ไม่ว่าจะทั้งบ้านศาลเจ้า หรือบ้านที่ได้รับมรดก”

 

ดวงหน้าหวานสวยฉายแวววิตกกังวลจนองค์ชายวังซอนสังเกตได้ เขารู้ดีว่าพระมเหสีกาอินไม่ใช่คนโง่ นางต้องเคยติดใจสงสัยอะไรในเรื่องนี้แน่นอน มิเช่นนั้นคงจะไม่รีบปฏิเสธเสียงละล่ำละลักเช่นนั้น เป็นเพราะนางไม่กล้าปักใจเชื่อ จึงได้ไม่เคยทูลฝ่าบาทให้ออกไปตรวจสอบเรื่องนี้ แต่มีหรือที่คนอย่างองค์ชายวังซอนจะพลาด เขาตามติดชีวิตในวังหลวงมามากพอที่จะรู้ว่าใครเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องแจจุงที่เขาใส่ใจเป็นพิเศษ

 

“พระมเหสีไม่ทรงเชื่อ กระหม่อมก็เข้าใจ แต่อย่างไรก็ตาม กระหม่อมตัดสินใจแล้วว่าจะตามเสด็จพี่แจจินไปเมืองเจินจู เพื่อจะช่วยวางแผนตามหาแจจุงอีกแรง…ทูลฯลา” องค์ชายวังซอนพูดก่อนจะเดินจากห้องไปด้วยสีหน้าของผู้มีชัย เมื่อคิดว่าตัวเองจะต้องหาแจจุงพบก่อนใคร แล้วถึงเพลานั้นแจจุงเอ๋ย… เจ้าจะตกอยู่ในมือของข้า แล้วตราหยกอันที่เจ้าเก็บติดตัวอันนั้นจะต้องตกเป็นของข้า… ของข้าผู้สมควรจะได้เป็นองค์ชายรัชทายาทอันดับสามแทนเจ้าอย่างไรเล่า

 

 

 

 

 

“เสด็จแม่”

 

องค์ชายน้อยวัยเพียงสามชันษาเอ่ยเรียกพระมารดาด้วยน้ำเสียงห่วงใยเมื่อเห็นคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนเต็มดวงหน้าขาวนวล เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดเสด็จแม่จึงปลุกตนให้ตื่นขึ้นมายามวิกาลเช่นนี้ แต่เด็กก็ยังคงเป็นเด็ก เขาอดไม่ได้ที่จะเอาแต่ถามผู้เป็นมารดาไปตลอดทางที่นั่งในเกวียน แต่นางก็ไม่ตอบอะไรนอกเสียจากโอบกอดลูกน้อยเอาไว้พลางร่ำไห้สะอึกสะอื้น

 

“ข้าหิว”

 

“อดทนหน่อยนะลูก”

 

อากาศเริ่มหนาวเย็นเสียจนองค์ชายน้อยเผลอซุกตัวเข้าหาอ้อมอกพระมารดาแน่นขึ้น เขาทั้งหิว ทั้งเหนื่อย แต่ก็ง่วงเกินกว่าจะฝืนลืมตาให้มองไปในความมืดที่รายล้อมรอบการเดินทางอันแสนยาวไกล ใบหน้าอ่อนเยาว์ไร้เดียงสาที่กำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทราช่างน่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน แต่เพราะเหตุใดกันเล่า องค์ชายผู้สูงศักดิ์จักต้องมาตกระกำลำบาก ระเห็จระเหินออกจากบ้านเมืองที่ในอนาคตตนเองอาจจะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์เยี่ยงนี้

 

กบฏ… พระอนุชามูกงก่อการกบฏ

 

น้ำตารินไหลอาบแก้มเนียนอีกครั้ง ก่อนที่หลังมือบอบบางจะรีบปาดมันทิ้งอย่างลวกๆ นางรู้ดีว่าการที่หลบหนีออกมาเช่นนี้ อีกไม่นานพระอนุชามูกงคงส่งทหารมาตามจับตัวนางกับลูกไป และพวกนางสองคนแม่ลูกก็จะถูกประหาร ถ้านางตายคนเดียวก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าชางมินต้องตายทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเป็นสิ่งที่นางยอมรับไม่ได้ และจะไม่มีวันให้มันเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด

 

พระอนุชามูกงจะต้องชดใช้ในสิ่งที่ตนทำ 

.

.

.

ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไร… แม้แต่เสียงลมหายใจก็แทบจะไม่ได้ยิน…

 

นัยน์คมที่เคยมีประกายหล่อเลี้ยง กลับแลดูหมองหม่นและว่างเปล่า เขามองไปที่ใบหน้าของชายชราเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ชายอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างกาย

 

“ชางมิน”

 

ฝ่ามือแข็งแรงบีบเบาๆลงบนไหล่ของชางมิน เพราะยุนโฮเกรงว่าสหายของเขาจะไม่สามารถทำใจได้ ชายหนุ่มแอบทอดสายตาไปมองอนยู จุนซู และองค์ชายแจจุงที่ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาก็ได้แต่ถอดใจ เขารู้ดีว่าทุกคนกำลังโศกเศร้าเสียใจ ไม่เว้นแม้กระทั่งจุนซู แต่จะให้ปล่อยชางมินยืนสำรวมอยู่ทั้งวันเช่นนี้ เห็นทีว่าคงจะไม่ได้การ

 

ถึงแม้แววตาของยุนโฮจะฉายแววเจ็บปวดรวดร้าว แต่ก็คงไม่เท่ากับชางมินผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปอย่างกะทันหัน

 

ท่านตาสิ้นใจแล้วโดยจากไปอย่างสงบ…

 

ฝ่ามือเรียวยาวลูบลงบนโลงไม้อย่างแผ่วเบา เขาเจ็บปวดมากเกินกว่าจะปล่อยให้น้ำตารินหลั่งไหล ชางมินตระหนักอยู่เสมอว่าสักวันท่านตาจะต้องจากเขาไป เหมือนที่พ่อและแม่ได้จากเขาไปเช่นกัน แต่ใครเลยจะทนรับความสูญเสียแบบไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้ได้  ชางมินรู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกอ้างว้าง เขารู้สึกโดดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลยในชีวิต ความหดหู่กัดกินลึกข้างในหัวใจมากเสียจนเขาไม่อยากจะรับรู้ถึงสรรพสิ่งรอบกาย ทั้งๆที่เช้านี้ชางมินตั้งใจจะไปพบท่านตาเพื่อบอกผลการสอบเป็นหมอหลวง ชายหนุ่มได้รับเลือกเป็นหนึ่งในสิบคนที่ได้เป็นหมอหลวงจากผู้สอบเข้าแข่งขันเป็นร้อย ใบหน้าคมคายที่มักจะเงียบครึม เผยรอยยิ้มอย่างดีใจ จนทำให้คนอื่นๆต่างก็รู้สึกชื่นชมยินดีไปด้วย แต่เหมือนโชคชะตาพลิกผัน ท่านตาผู้ซึ่งเป็นคนคอยสนับสนุนกลับไม่ได้อยู่ชื่นชมความสำเร็จของหลานชายได้อย่างที่ใจต้องการ…

 

ทำไม?…

 

บุรุษร่างสูงหันหลังกลับไปมองกลุ่มคนที่ยืนมองเขาด้วยสายตาเป็นห่วง ก่อนจะฝืนยิ้มออกมาบางๆ แล้วบอกออกไปว่าเขาขออยู่ตรงนี้สักพัก แม้สีหน้าของทุกคนจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่มีใครโต้แย้งออกมา ชางมินรู้สึกขอบคุณพวกเขาที่เข้าใจ ชายหนุ่มเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อน ตั้งแต่สมัยอยู่เมืองชินโจ เขาก็เป็นเด็กหนุ่มพูดน้อย ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร นอกจากจะศึกษาวิชาความรู้กับท่านตาที่เลี้ยงดูเขาเหมือนหลานชายแท้ๆ เพราะแม่ของเขาเสียไปเมื่อเขาอายุได้สิบเอ็ดปี ทำให้ท่านตาเปรียบเสมือนครอบครัวเพียงคนเดียวของเขา เขารักและเคารพเชื่อฟังท่านตาเสมอมา แต่ก็ไม่เคยลืมคำสั่งสอนของแม่…

 

‘จงกลับไปเมืองเจินจู จงกลับไปทวงของของเราคืน’

 

จากคำสอนนั้นเขาถึงตั้งใจจะมาทีนี่ เขามุมานะเรียนอย่างหนักเพื่อจะสอบเข้าเป็นหมอหลวง เพื่อที่จะได้เข้าไปในพระราชวัง เพื่อที่จะได้ทวงสิทธิ์อันชอบธรรมของเขา…

 

ท่านตา…ท่านเคยบอกข้าเสมอว่าอย่าให้ความแค้นครอบงำจิตใจของเรา ข้ารู้ดีครับ… และข้าคงจะไม่คิดแค้นเคืองพวกเขาเหล่านั้น ถ้าหากไม่ได้รู้ความจริงก่อนเสด็จแม่จะสิ้นใจว่าพวกเขาฆ่าเสด็จพ่อ…

 

…เพียงเพื่อหวังจะแย่งชิงราชสมบัติ และเสวยสุขอยู่จนถึงทุกวันนี้…

 

ข้าขอโทษครับท่านตา…ขอโทษที่ข้าโกหกว่าปล่อยวางได้แล้ว

 

น้ำตาไหลรินอาบแก้มของชายหนุ่มทันทีที่เขาสารภาพออกไป

.

.

.

“ไม่อนุญาต!!”

 

“แต่หม่อมฉัน…”

 

“ไม่มีคำว่าแต่ ถึงแม้เสด็จพ่อของเจ้าจะอนุญาต เข้าใจไหมอึนฮา!!!”

 

ริมฝีปากสีสวยราวกลีบกุหลาบขบเม้มเป็นเส้นตรงเมื่อหวนนึกถึงสิ่งที่เสด็จแม่ทำกับนางต่อหน้าเสด็จพ่อ เหล่าขุนนางและพวกขององค์ชายแจจินอย่างไม่ไว้หน้า ตำแหน่งองค์หญิงรัชทายาทจึงแทบไร้ความหมาย เมื่อสิ้นคำประกาศของพระมเหสีผู้ควบคุม และบงการชีวิตของนางมาตั้งแต่ยังจำความได้ อึนฮารักเสด็จแม่ และมักจะคอยเชื่อฟังคำสั่งสอนของนางอยู่เสมอ แต่เรื่องนี้นางคงจะยอมทำตามพระประสงค์ของเสด็จแม่ไม่ได้อีกต่อไป

 

“น้ำชาเพคะ”

 

“ขอบใจนะฮวายง… เอ้อ เจ้าช่วยไปตามองครักษ์ชเวกับองครักษ์ปาร์คมาให้ข้าหน่อยได้ไหม?”

 

“เพคะ”

 

เมื่อฮวายงเดินออกไปแล้ว องค์หญิงรัชทายาทจึงตัดสินใจไปหยิบกระดาษม้วนกับพู่กันและหมึกมาวางไว้เตรียมเขียนจดหมาย นางตัดสินใจแล้วว่าจะออกไปตามหาองค์ชายแจจุงแม้เสด็จแม่จะกริ้วก็ตาม

 

“องค์หญิง”

 

เสียงทุ้มต่ำของราชองครักษ์ปาร์คทำให้อึนฮาหันกลับไปสนใจสิ่งอื่นแทนที่จะจดจ่ออยู่ตรงหน้ากระดาษ ดวงตากลมสวยมองใบหน้าขององครักษ์หนุ่มทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “เราจะออกเดินทางกันพรุ่งนี้เช้า พร้อมกับพวกขององค์ชายแจจิน แต่พอไปถึงประตูเมืองแล้วจะแยกย้ายกันออกตามหา พวกท่านไปจัดการเตรียมทหารสักสี่หรือห้าคนก็พอ เพราะถ้าเราออกเดินทางเยอะเกินไปจะผิดสังเกต ข้าไม่อยากให้คนที่จับตัว