[Fic] Secret Letter (비밀 편지) - Part6

posted on 11 Jun 2011 18:37 by junghyeae in Fic-SecretLetter

Secret Letter (비밀 편지)


Author :  junghyeae (akabane)  


Paring : YooSu / YunJae / Changmin


Rate : PG-13


คำเตือน ฟิกเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น เหตุการณ์และสถานที่ต่างๆ เป็นเรื่องสมมุติไม่ได้เกิดขึ้นจริงและผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆในเรื่องนี้ ส่วนเนื้อหาทั้งหมดเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายรักชาย(Boy'sLove) หากไม่ชอบก็ปิดไปได้เลยค่ะ ^__^

 

 

 

Part6

 

 

 

มือเรียวสวยหยิบพู่กันที่วางอยู่บนโต๊ะจุ่มหมึกเล็กน้อยแล้วตวัดปลายลงบนแผ่นกระดาษเหมือนดังเช่นทุกวัน สายตาที่มุ่งมั่น และเอาจริงเอาจังนั้น ทำให้เด็กหนุ่มแลดูแตกต่างออกไปจากเมื่อวานราวกับเป็นคนละคน ริมฝีปากสีสดเม้มตึงแน่นสนิท เมื่อเห็นว่าภาพที่ตนวาดไม่ถูกใจ เขาจึงขยำกะดาษแผ่นนั้นทิ้งลงบนพื้น จากนั้นหยิบกระดาษใหม่ขึ้นมาตั้งท่าจะวาดต่อ จุนซูมองอากัปกิริยาของเด็กหนุ่มด้วยความสนใจ ถึงแม้ว่าการพบกันครั้งแรก พวกเขาไม่ได้พูดคุยกันอย่างเป็นทางการมากนัก แต่จุนซูก็พอจะเดาได้ว่าคุณชายปาร์คผู้น้องมีนิสัยแตกต่างจากผู้เป็นพี่ชายดั่งฟ้ากับเหว

 

ยูฮวานรักการเป็นจิตรกร สังเกตได้จากมุมปากที่ยกขึ้นยิ้มน้อยๆเมื่อมองภาพวาดของตน ใบหน้าละม้ายคล้ายผู้เป็นพี่ชายแม้จะยังอ่อนวัย แต่ก็แฝงไปด้วยความมีเสน่ห์ เขาจึงไม่แปลกใจเลยที่ได้ยินสาวใช้ในบ้านมานินทาให้ฟังว่าคุณชายยูฮวานขึ้นชื่อเรื่องผู้หญิงมากเพียงใด

 

“จะเข้ามาดูใกล้ๆก็ได้นะ” เด็กหนุ่มพูดขึ้นทำให้จุนซูที่มัวแต่มองภาพวาดถึงกับเผลอทำหน้าเหรอหราออกมา

 

“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนท่าน”

 

“เป็นคนติดตามของพี่ใหญ่ใช่ไหม?”

 

“ใช่” จุนซูกลั้นใจตอบ

 

“มานี่สิ ข้ามีอะไรจะให้เจ้าดู”

 

“ภาพวาดของท่านรึ?” จุนซูเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย

 

“มาเถอะน่า” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาวสะอาดราวกับน้ำนมนั้น ก่อนที่เจ้าตัวจะลุกขึ้นจากเบาะนั่งตรงไปคว้าข้อมือของจุนซูให้เดินไปยังสวนหลังบ้าน

 

“ดะ…เดี๋ยว!!” จุนซูพยายามพูดบ่ายเบี่ยง แต่เด็กหนุ่มที่เดินนำหน้าเอามือชี้ตรงปากเป็นการส่งสัญญาณบอกว่าให้เงียบ

 

“หลบตรงพุ่มไม้นี่ เร็วเข้า” ร่างผอมของยูฮวานแทรกตัวเข้าไปก่อน หลังจากนั้นจึงยื่นมือมาให้จุนซูจับ

 

“ไม่เห็นมีอะไร” จุนซูก้าวเข้ามาอยู่ในพุ่มไม้พูดขึ้นเบาๆ

 

“รอเฉยๆน่า… นั่นไง! มาแล้ว!” เสียงตื่นเต้นของยูฮวานทำให้จุนซูต้องหันกลับไปดู แล้วภาพที่ปรากฏแก่สายตาของเขาคือร่างสมส่วนขององครักษ์ยูชอนเดินเคียงคู่มากับคุณหนูมินยองคนสวยคนที่เขาเจอเมื่อวานนี้

 

“ท่านชวนข้ามาแอบดูพี่ชายของท่านกับหญิงที่กำลังจะแต่งงานอย่างนั้นรึ?”

 

“คอยดูต่อไป” ยูฮวานว่าพลางเอามือกอดอกอย่างตั้งใจฟัง จุนซูเห็นท่าทีเยี่ยงนั้นก็รู้สึกอึดอัดจนอยากจะออกไปเสียจากตรงนี้ แต่ความอยากรู้อยากเห็นที่เขาไม่ยอมรับกลับตรึงขาทั้งสองข้างให้ยึดอยู่กับที่ นัยน์ตากลมใสสะท้อนภาพใบหน้าขององครักษ์ยูชอนที่ยังคงเฉยเมยอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้กระทั่งเวลาต้องอยู่ตามลำพังกับหญิงงามเช่นคุณหนูมินยอง และพุ่มไม้ที่เขาซ่อนตัวอยู่กับคุณชายปาร์คผู้น้องก็อยู่ในระยะใกล้พอสมควร เขาจึงพอได้ยินบทสนทนาว่ามินยองพูดถึงเรื่องงานศพ งานอภิเษกสมรสที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และเรื่องงานแต่งงานของนาง ดูจากสีหน้าและแววตาแล้ว ฝ่ายหญิงคงมีเรื่องมากมายที่อยากจะถาม แต่บุรุษผู้เงียบขรึมกลับพูดโต้ตอบนางเพียงแค่คำสั้นๆ มิหนำซ้ำยังไม่แสดงความสนใจไยดีต่อนางสักเท่าใดนัก 

 

“น่าสงสารคุณหนูมินยอง” จุนซูหลุดปากออกมา

 

“นางแอบรักพี่ชายข้ามานาน” ยูฮวานพูดขึ้นเบาๆ

 

“แล้วองครักษ์ปาร์ค...”

 

“คนอย่างพี่ใหญ่รักใครไม่เป็นหรอก!!” สิ้นคำพูดของยูฮวาน จุนซูก็ไม่กล้าจะถามอะไรต่อ แม้น้ำเสียงที่พูดขึ้นมาจะแข็งกร้าว แต่แววตาที่มีความวูบไหวอยู่ข้างในทำให้เขารู้ได้ว่ายูฮวานเองก็เจ็บปวดที่ความสัมพันธ์ของเขากับพี่ชายไม่ได้ราบรื่นเท่าไรนัก

 

“ข้าคิดว่าข้าควรจะกลับ…” จุนซูอ้าปากพูดยังไม่ทันได้ใจความยูฮวานก็กระตุกแขนเสื้อพลางชี้ชวนเขาให้ดู

 

“ไอ้อ้วนมาแล้ว!!~”

 

บุรุษร่างเจ้าเนื้อที่กำลังเดินทำท่าอวดเบ่งนั้นชวนให้จุนซูนึกถึง‘จางบงซอน’ลูกชายคนขายเนื้อที่ชอบมาศาลเจ้าเป็นประจำ เขาจำได้ว่าสมัยเด็กๆ บงซอนเป็นคนชอบอวดร่ำอวดรวย กินจุ เห็นแก่ตัว และดวงตาที่เล็กยิบหยีของเด็กคนนั้นมักจะมองมาที่เขาด้วยความดูแคลน ประหนึ่งว่าคนอย่างคิมจุนซูก็แค่เด็กในศาลเจ้าที่ฐานะทางบ้านไม่ใช่เศรษฐีเมื่อเทียบกับลูกชายเถ้าแก่ค้าเนื้อรายใหญ่ที่สุดในเมืองอย่างเขา

 

“มินยองจ๊ะ ข้าว่าเรารีบกลับกันเถอะจ๊ะ ป่านนี้แล้วท่านแม่คงเป็นห่วงแย่แล้ว” มืออวบอูมวางลงบนไหล่ของหญิงสาวแสดงทีท่าเป็นเจ้าของอย่างเห็นได้ชัดเจน

 

“นี่รึคู่หมั้นของคุณหนูมินยอง!?” จุนซูรำพันออกมาอย่างหมดแรง ทำให้ยูฮวานเกือบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่

 

“ข้ากลับก่อนนะ” มินยองบอกลายูชอนด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

 

“ทำไมทำหน้าเยี่ยงนั้นเล่า? ถ้าอยากคุยกับท่านองครักษ์อีกก็ไว้เจอกันวันงานแต่งงานของเราก็ได้นี่จ๊ะมินยอง ใช่ไหมท่านองครักษ์? ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะอย่างร้ายกาจคงทำให้ยูชอนรำคาญใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังเหยียดยิ้มตรงมุมปากนิดๆคล้ายกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร ถือว่าเป็นการรักษามารยาทที่คนเกิดในตระกูลขุนนางเช่นเขาควรจะทำ

 

“ขอให้พวกท่านโชคดี” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพนอมน้อม ทำให้คิ้วของชายร่างอ้วนเลิกขึ้นนิดๆ

 

“เราสองคนโชคดีเสมอล่ะท่านองครักษ์ โดยเฉพาะข้าที่จะได้แต่งงานกับมินยอง” ใบหน้าสีชมพูขนาดใหญ่ระบายไปด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับมินยองที่ดูซีดเซียวลงทันตาเห็น

 

“ข้าอยากกลับแล้ว” มินยองพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง ทำให้ชายร่างอ้วนยิ่งโอบไหล่ของนางกระชับแน่นขึ้น

 

“จ๊ะ” ชายร่างอ้วนทำเสียงอ่อนหวานก่อนจะพามินยองเดินไป โดยไม่ลืมหันมายิ้มเยาะใส่ยูชอนอีกครั้ง ส่วนยูฮวานที่แอบดูอยู่ทำท่าราวกับกำลังอาเจียน ผิดกับจุนซูที่เอาแต่สังเกตอากัปกิริยาขององครักษ์หนุ่มรูปงามอย่างไม่วางตา

 

“ช้าก่อน” ยูชอนพูดขึ้น ทำให้มิยองและคู่หมั้นหันหลังกลับไปมองยังต้นเสียงทันที

 

“ข้าไม่อยากจะเสียมารยาทกับพวกท่าน แต่ว่าคุณชายลี เสื้อด้านหลงท่านมัน…” ไม่ต้องรอให้ยูชอนพูดจบ มินยองที่เอี้ยวตัวไปมองด้านหลังเสื้อของคู่หมั้น หรือคุณชายลีก็ร้องออกมาเบาๆด้วยความตกใจ

 

“พี่จินฮี นี่มันอะไรกันคะ?” เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดของมินยอง ลีจินฮีจึงรีบถอดเสื้อตัวนอกออกมาดูทันที

 

“นี่มัน!!! อะไรกันเนี่ย!!!” ดวงตาเล็กเบิกกว้างเมื่อเห็นคราบสีเข้มที่เกิดจากโคลนเปรอะเปื้อนตามหลังเสื้อคลุมผ้าไหมเนื้อดีที่แม้จะไม่วิจิตรงดงามเท่ากับของเจ้านายในวังหลวง แต่ก็ดูดีมีราคาเกินกว่าชาวบ้านธรรมดาจะหาซื้อมาสวมใส่ได้ แต่บัดนี้มันแทบจะไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วสักเท่าใดนัก และคงจะราคาตกยิ่งกว่าเดิม เมื่อเจ้าของขว้างใส่หน้ายูชอนที่เพียงแค่เบี่ยงตัวหลบนิดเดียวก็พ้นจากผ้าผืนนั้นได้อย่างสบาย

 

“เจ้า!! เจ้ามันพวกสุนัขลอบกัด!!” ใบหน้าสีชมพูแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มด้วยโทสะ ทำให้ยูฮวานที่แอบดูอยู่อดไม่ได้ที่จะกลั้นหัวเราะจนตัวงอราวกับเป็นเรื่องชวนหัวเสียเต็มประดา

 

“ท่านจะมากล่าวหายูชอนลอยๆแบบนี้ไม่ได้นะคะ!!” มินยองพูดพลางคว้าท่อนแขนอวบอ้วนของว่าที่คู่หมั้นเอาไว้ไม่ให้ตรงเข้าไปทำร้ายยูชอน

 

“ช่างเถิดมินยอง ถ้าคุณชายลีอยากจะให้ข้ารับผิดชอบ เดี๋ยวจะสั่งให้สาวใช้จัดการให้”

 

“ไม่ต้องมาตบหัวแล้วลูบหลัง!!! ถ้าไม่ใช่เจ้าแล้วใครจะเป็นคนทำ?!” ลีจินฮียังไม่ลดละความพยายาม เขาอ้าปากตะโกนใส่ยูชอนด้วยสีหน้าที่โกรธจัด

 

“ยูชอนไม่ใช่เด็กๆนะคะ เขาจะแกล้งท่านทำไม ข้าเองก็ยังยืนคุยอยู่กับเขาตลอด นี่เท่ากับท่านกล่าวหาว่าข้าสมรู้ร่วมคิดด้วยใช่ไหมคะ? อีกอย่างก่อนเราจะมาที่นี่ ท่านไม่ได้สวมใส่เสื้อคลุมจึงไม่สังเกตเห็น พอเข้าในบ้านของยูชอน ท่านก็ทิ้งมันไว้ในห้องรับรอง แล้วตอนที่กลับไปเอา เหตุใดท่านจึงไม่สังเกตบ้างหรือคะว่ามันเปื้อนโคลน?” มินยองพูดอย่างเหลืออด ทำให้จินฮีถึงกับหน้าถอดสี เมื่อรู้ว่านางไม่พอใจเขาเป็นอย่างมาก 

 

“ข้า… ข้า…”

 

มินยองเห็นท่าทีอ้ำอึ้งของว่าที่คู่หมั้นแล้วก็ถอนหายใจออกมา “กลับกันเถอะค่ะ… ขอโทษด้วยนะยูชอน” นางก้มศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะเดินนำออกไปโดยไม่สนใจจินฮีที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามไปด้วยใจที่ร้อนรน

 

“โอ้โห! ยอดหญิงตัวจริง” ยูฮวานกล่าวสรรเสริญมินยองพลางปรบมือหัวเราะชอบใจโดยไม่เกรงกลัวว่ายูชอนจะได้ยิน

 

“ยูฮวาน” ยูชอนพูดขึ้น ทำให้ยูฮวานจึงออกมาจากที่ซ่อนตัวด้วยความเต็มใจโดยไม่ลืมลากจุนซูออกมาด้วย

 

“ข้านึกแล้วว่าพี่ใหญ่ต้องรู้ เหอะ… คนอย่างข้าทำอะไรตบตาท่านไม่ได้เลยจริงๆ” ยูฮวานพยายามพูดให้เหมือนถ่อมตัว แต่ฟังดูแล้วประชดประชันเสียมากกว่า

 

“ข้ามีเรื่องจะต้องคุยกับท่านผู้นี้เป็นการส่วนตัว” ยูชอนพูดโดยปรายตามองมาทางจุนซูที่ตอนนี้เผลอทำตาโตขึ้นด้วยความประหลาดใจ เพราะเขาคิดว่ายูชอนคงจะจัดการทั้งเขาและน้องชายของตนที่เข้ามาแอบฟังการสนทนาเมื่อครู่นี้ แต่กลับกลายเป็นว่าเหลือเขาเพียงคนเดียวที่ต้องโดนลงโทษหรอกหรือ

 

“ก็ได้ ข้าเองก็จะออกไปหาเหล่าสหายอยู่เหมือนกัน เห็นว่าคืนนี้มีงานฉลองพิธีอภิเษกสมรส ข้าคงจะไม่กลับบ้านจนเช้า พี่ใหญ่ไม่ว่าอะไรนะ?” เด็กหนุ่มยักคิ้วกวนประสาทใส่ผู้เป็นพี่ชาย

 

“ตามใจเจ้า แต่อย่ากลับตอนสายก็แล้วกัน”

 

“ฮ่าๆ ที่พูดเช่นนั้น เพราะท่านกลัวว่าข้าจะก่อเรื่องอีกใช่ไหม?  ฮึ!! ข้าไม่ทำอะไรหรอกน่าพี่ใหญ่ งานศพท่านลุงเพิ่งเสร็จไปเมื่อวาน ข้าคงไม่มีแก่ใจจะไปเที่ยวตะลอนๆได้หรอก”

 

จุนซูเห็นรอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของยูฮวานก่อนที่เจ้าตัวจะเดินจากไปทิ้งให้เขาต้องยืนอยู่กับองครักษ์แห่งเจินจูตามลำพังเพียงสองคน ดวงตาคมหวานจับจ้องที่ใบหน้าอ่อนเยาว์ของจุนซูราวกับจะอ่านใจอีกครั้ง และนั่นมันทำให้จุนซูรู้สึกไม่ชอบเอาเสียเลย เขากระแอมไอเพื่อทำลายความเงียบชวนอึดอัด ก่อนจะทำเป็นกอดอกมองดูโน่นดูนี่ไปตามประสาคนอยากรู้อยากเห็น แต่แล้วก็กลับเป็นฝ่ายทนไม่ได้เสียเอง เพราะนอกจากยูชอนจะไม่พูดอะไรแล้ว องครักษ์หนุ่มรูปงามผู้นี้ยังเดินหนีเขาไปเสียดื้อๆ ราวกับว่าที่มีเรื่องจะคุยนั้นเป็นเพียงการล้อเล่น

 

“ท่านองครักษ์ ท่านจะเดินหนีข้าไปแบบนี้ไม่ได้นะ?”

 

ร่างสมส่วนที่กำลังก้าวเดินอยู่หยุดชะงัก ทำให้จุนซูที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งเพื่อให้ตามทันชนเข้ากับแผ่นหลังของยูชอนจนเซไปเล็กน้อย “โอย!! จะหยุดก็ไม่บอก” จุนซูว่าพลางทำหน้านิ่วคิ้วขมวด

 

“ในเมื่อท่านไม่มีใจที่จะรับฟัง ข้าเองก็ไม่อยากบังคับฝืนใจใคร”

 

“ข้าแค่มองสวนสวยๆของบ้านท่านเท่านั้น ไม่ยักรู้ว่ามันผิด คราวหลังถ้าท่านอยากจะพูดอะไรก็พูดมาเลย ไม่ต้องมาจ้องหน้ารอให้ข้าพูดเองทั้งๆที่ท่านเป็นคนเริ่มเหมือนครั้งนี้” จุนซูใส่อารมณ์ในน้ำเสียงลงไปบ้างเมื่อเห็นว่ายูชอนยังคงมีท่าทีเพิกเฉยใส่เขาราวกับว่าทุกอย่างเป็นความผิดของคิมจุนซูแต่เพียงผู้เดียว

 

“ข้าจะไปงานอภิเษกในค่ำวันนี้ ท่านคงรู้สินะว่าตัวเองต้องทำอะไร”

 

“อยู่ในบ้าน ห้ามออกไปไหนเป็นอันขาด” จุนซูตอบเสียงห้วน

 

“ดี” ยูชอนเพียงแค่พูดออกมาสั้นๆด้วยน้ำเสียงราบเรียบเสียจนทำให้จุนซูหงุดหงิด

 

“ดีอย่างนั้นรึ?”

 

“ข้าต้องไปเข้าวังแล้ว”

 

“นี่ท่านคิดจะกวนประสาทข้าเล่นรึ?”

 

“ข้าไม่ใช่คนมีอารมณ์ขัน”

 

“แต่ข้าเห็นท่านแอบยิ้มตอนที่บอกคุณชายลีว่าเสื้อของเขาเลอะโคลน” คราวนี้จุนซูรู้สึกว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่าบุรุษตรงหน้าผู้นี้เป็นครั้งแรก และดูเหมือนคำพูดของเขาจะแทงใจดำเสียด้วย เพราะสังเกตได้จากเรียวคิ้วขององครักษ์หนุ่มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แต่เป็นแค่เพียงชั่วครู่เท่านั้น รอยยิ้มอย่างคนรู้เท่าทันก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาขององครักษ์หนุ่มทำให้จุนซูใจฝ่อลงแทบจะในทันที

 

“ข้าคิดว่าจวนจะได้เวลาไปเตรียมการเสียที ไว้กลับมาเราคงมีเรื่องต้องคุยกันอีกยาว อ้อ… แล้วอีกอย่างทำไมข้าจะต้องแอบยิ้มด้วย ข้าไม่ใช่คนชอบทำอะไรลับๆล่อเหมือนท่าน และการเอานิสัยของตัวเองไปตัดสินว่าคนอื่นจะต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ข้าว่ามันไม่ใช่มารยาทที่ดี อีกอย่างการที่ท่านมาแอบฟังข้าพูดคุยกับคุณหนูมินยองมันก็ถูกกาลเทศะเท่าไรนัก หวังว่าท่านที่อาศัยอยู่ในวังหลวงมานานคงจะรู้นะว่าข้าหมายถึงอะไร”

 

จุนซูรู้สึกเหมือนโดนชกเข้าที่หน้าจนทำให้เขาชาไปทั้งตัว ดวงตาเรียวเล็กจ้องมองตามแผ่นหลังกว้างของยูชอนด้วยความโกรธและคับแค้นใจที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่เคยเอาชนะชายผู้นี้ได้เสียที ที่ผ่านมาเขาคิดอยู่เสมอว่า ถึงยูชอนจะพูดจากระแทกแดกดันมากเท่าไหร่ เขาก็พยายามทำเป็นหูทวนลมมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อได้รู้ว่าที่บ้านขององครักษ์หลวงมีเรื่องเศร้า เขาจึงตัดสินใจว่าจะไม่กระทบกระทั่งกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่มาวันนี้เขานึกอยากจะสั่งสอนปาร์คยูชอนผู้หยิ่งทะนงให้รู้สำนึกเสียบ้างว่าการที่กล้ามาล้อเล่น และพูดจากล่าวหาลูกสมุนหมายเลขหนึ่งขององค์ชายแจจุงนั้นจะโดนอะไรบ้าง แต่เขายังไม่รู้จุดอ่อนของคู่ต่อสู้ดีพอ ฉะนั้นเขาจะต้องสืบหาว่าปาร์คยูชอนองครักษ์ผู้เรืองนามคนนี้มีความลับอะไรซุกซ่อนเอาไว้กันแน่ และเมื่อถึงเพลานั้น เขาจะเอาคืนให้สาสม และเจ็บแสบจนลืมไม่ลงเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

ภายในงานราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างกษัตริย์มูกงผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์เจินจู และองค์หญิงแจวอนแห่งเมืองอันดงนั้น ชางมินกำลังนั่งอยู่ในวงล้อมของบรรดาผู้สอบเข้าชิงเป็นหมอหลวง ดวงตาคมเข้มฉายไปรอบๆบริเวณลานพระที่นั่งราวกับกำลังจดจำรายละเอียดเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ชั่วขณะนั้น เขานึกถึงมารดาของตนเอง เขาคิดถึงนางเหลือเกิน เขาจำได้ว่านางเคยเล่าถึงที่นี่ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในวังหลวงแห่งนี้ แววตาของนางมักจะเป็นประกายสดใสทุกครั้งยามนึกถึงความทรงจำเก่าๆอันแสนสุข ชางมินชอบรอยยิ้มของนางมากกว่าสิ่งอื่นใดในโลก เขาจึงรบเร้าให้นางเล่าถึงเรื่องราวในอดีตอยู่เสมอ แม้จะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเหตุการณ์เหล่านั้น มันคอยแต่จะตอกย้ำความเจ็