[Fic] Secret Letter (비밀 편지) - Part5

posted on 29 Jan 2011 19:07 by junghyeae in Fic-SecretLetter

Secret Letter


Author :  junghyeae (akabane)

  

Paring : YooSu / YunJae / Changmin


Rate : PG-13


คำเตือน ฟิกเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น เหตุการณ์และสถานที่ต่างๆ เป็นเรื่องสมมุติไม่ได้เกิดขึ้นจริงและผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆในเรื่องนี้ ส่วนเนื้อหาทั้งหมดเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายรักชาย(Boy'sLove) หากไม่ชอบก็ปิดไปได้เลยค่ะ ^__^

 

 

 

Part5

 

 

 

“มันยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำกับสิ่งที่ท่านหยามเกียรติองค์หญิงอึนฮา”

 

จุนซูสบตาชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกปวดร้าวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก มือเล็กเผลอกำชายเสื้อของตนแน่นในขณะที่ยังคงตีสีหน้าราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร ก่อนจะหันหลังเดินไปนั่งตรงมุมอื่นของคุกที่คุมขังเขาเอาไว้กับองครักษ์หนุ่มจากเมืองเจินจู

 

“ท่านนิ่งเฉย แสดงว่าท่านยอมรับผิด” เสียงทุ้มพยายามคาดคั้นเอาคำตอบให้ได้ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเปล่าประโยชน์ เพราะนอกจากจะไม่ได้รับคำตอบแล้ว พระพี่เลี้ยงคนนั้นยังทำท่าทางราวกับว่าเขาไม่มีตัวตนเสียด้วยซ้ำ

 

“ดี แล้วท่านกับข้าจะได้เห็นดีกัน” ริมฝีปากสีสดเหยียดยิ้มเย็น ก่อนที่เขาจะเหลือบไปเห็นชายฉกรรจ์สองคนเดินตรงมาที่ประตูคุกแล้วไขกุญแจเปิดประตูออกมา

 

“เจ้าหน้าจืดฟื้นแล้วรึ?” เสียแหบห้าวฟังดูกระโชกโฮกฮาก แถมยังใช้คำพูดที่ไม่เข้าหูทำให้จุนซูที่หน้าบึ้งตึงด้วยความโกรธนั้นยิ่งชักสีหน้าไม่ชวนมองเข้าไปใหญ่ ไม่ต้องบอกก็พอจะรู้ว่าชายพวกนั้นเอ่ยถึงเขา

 

“พวกเจ้าสองคนน่ะออกมาได้แล้ว”

 

จุนซูรู้สึกกังวลขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่รู้จักคนพวกนี้ และดูท่าทางว่าองครักษ์ยูชอนเองก็คงจะไม่รู้จักเช่นกัน เขาพยายามจะก้าวขาเดินตามไป แต่ก็รู้สึกว่าเรี่ยวแรงแทบจะหายไปเสียดื้อๆ คงเป็นเพราะอาการปวดมึนตรงท้ายทอยทำให้เขาทรงตัวไม่ค่อยจะอยู่ มือเล็กจึงคว้าหมับเข้าที่ประตูก่อนจะกระพริบตาถี่ๆเพียงเพื่อหวังบรรเทาอาการ

 

“ยังหนุ่มยังแน่นแท้ๆ ทำอะไรชักช้าราวกับผู้เฒ่า” ชายร่างหนาหนวดดกเฟิ้มหันมาพูดด้วยความรำคาญที่จุนซูกับยูชอนยังไม่ก้าวขาออกมาเสียที

 

“พวกท่านจับข้ามาทำไม?” ยูชอนพูด

 

“ตามมาเดี๋ยวก็รู้” ชายร่างใหญ่ตอบห้วนๆ

 

“ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าคงตามพวกท่านไปไม่ได้” ยูชอนเอ่ยและเขายังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ทำให้จุนซูที่มัวแต่ปรับสภาพร่างกายตนเองเหลือบสายตาขึ้นมองใบหน้าขององครักษ์หนุ่มทันที

 

“คิดว่าเจ้าเป็นใครกัน ห๊ะ!!??” ชายที่มีหนวดดกเฟิ้มตวาดใส่ก่อนจะย่างสามขุมเข้ามาเผชิญหน้ากับองครักษ์หนุ่มรูปงามที่ยังมีท่าทีไม่ทุกข์ไม่ร้อนใดๆ มิหนำซ้ำยังเหยียดยิ้มขึ้นที่มุมปากคล้ายกับจะเป็นการเยาะเย้ยถากถางอีกด้วย

 

“พี่ยงซอบ ท่านอย่าลืมว่าท่านคังตะอยากพบคนพวกนี้ ขืนพลั้งมือทำร้ายเขา มีหวังท่านคังตะจะลงโทษท่านเอาได้นะ” ชายอีกคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาห้าม แล้วก็เหมือนว่าจะได้ผล ในที่สุดยงซอบก็ยอมถอยห่างออกมาจากยูชอน แต่แววตาก็ยังฉายแววแห่งความชิงชังอยู่อย่างปิดไม่มิด

 

“ข้าต้องขออภัยด้วยที่ตอบคำถามนี้ไม่ได้ แต่จงวางใจเถิด หากพวกท่านมิได้มีจุดประสงค์ร้าย เราก็จะปล่อยพวกท่านกลับไป” ชายที่ดูท่าทางอ่อนวัยกว่ายงซอบพูดขึ้น

 

“แล้วข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่พวกท่านพูดเป็นความจริง?”

 

“ลูกผู้ชายพูดคำไหนคำนั้น รึท่านกลัว?”

 

ยูชอนเหยียดยิ้มขึ้นอีกครั้งก่อนจะตอบตกลง “ก็ได้ ข้าจะไปกับพวกท่าน”

.

.

.

มือขาวจัดพยายามควานหาตะเกียงที่เขาทำมันตกลงไปในหลุมข้างๆต้นไม้ด้วยความยากลำบาก ตอนนี้เขาไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่จะลุกขึ้นยืนเสียด้วยซ้ำ อากาศยามค่ำคืนเริ่มหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ ผิดกับร่างกายที่ตอนนี้กลับร้อนระอุเพราะพิษไข้ แจจุงพยายามฝืนที่จะล้วงมือลงไปในหลุมอีกเป็นครั้งสุดท้าย แล้วปลายนิ้วก็สัมผัสเข้ากับวัตถุที่คาดว่าเป็นที่จับตะเกียง

 

“ได้แล้ว” แจจุงรีบดึงตะเกียงขึ้นมา แต่ก็เปล่าประโยชน์ เพราะแทนที่จะได้ตะเกียงกลับกลายเป็นแค่ที่จับของมันไปเสียอย่างนั้น

 

“โธ่!!” ร่างโปร่งบางเอ่ยขึ้นอย่างหมดหวัง ก่อนจะหันหลังพิงกับต้นไม้เพราะตอนนี้เริ่มรู้สึกฝืนร่างกายต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว

 

อยากหลับตา แล้วตื่นขึ้นมาพบว่าเรื่องทั้งหมดนี้คือความฝัน พอรุ่งเช้าตื่นขึ้นมาข้ากับจุนซูจะไปหาพี่หญิงแจวอนที่ตำหนัก จากนั้นเราค่อยไปเที่ยวหัวเมืองกัน

 

เปลือกตาหนักอึ้งปิดลงแนบสนิท พร้อมๆกับสติสัมปชัญญะที่ลางเรือนจนไม่สามารถรับรู้ถึงสิ่งอื่นใดรอบกาย

 

 

 

 

 

เส้นผมสีดำสนิทถูกเกล้าเป็นมวยสวยงามทำให้ดวงหน้าขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์นั้นงดงามราวกับเทพธิดา หากแต่ใครเล่าจะสังเกตเห็นว่าแววตาขององค์หญิงนั้นเจือไปด้วยร่องรอยแห่งความโกรธ ตกใจ และผิดหวังมากเพียงใด

 

เพราะนางคือองค์หญิงรัชทายาทแห่งราชวงศ์เจินจูที่ห้ามแสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น

 

ฮวายงเดินเข้ามาในห้องบรรทมเงียบๆ ก่อนจะตรงเข้าไปรินน้ำชาให้องค์หญิงที่เพลานี้กำลังถอดเครื่องประดับผมออกทีละชิ้นด้วยความรู้สึกเวทนา นางเป็นพระพี่เลี้ยงขององค์หญิงมานานหลายปีทำให้พอจะรู้ว่าภายใต้ชายคาของวังหลวงที่แสนสวยงามนั้น แท้จริงแล้วภายในกับกลวงโบ๋ราวกับเป็นแค่เปลือกนอกห่อหุ้มเอาไว้ ทุกคนล้วนเสแสร้ง ใส่หน้ากาก อิจฉาริษยา และชิงดีชิงเด่นกันแทบทั้งนั้น

 

“น้ำชาเพคะ”

 

ใบหน้างดงามอ่อนหวานเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนที่จะหันหลังมารับจอกน้ำชาที่พระพี่เลี้ยงคนสนิทถวายให้ “ขอบใจนะฮวายง”

 

อันฮวายงค้อมศีรษะเป็นการน้อมรับคำขอบพระทัย ดวงตากลมสวยลอบมองพระพักตร์ขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์ด้วยความใคร่รู้ว่านางจะทำอย่างไรต่อไปกับการที่งานอภิเษกสมรสถูกล้มเลิกกลางคันเช่นนี้

 

“ฮวายง”

 

“เพคะ?”

 

“คนที่ชิงตัวองค์ชายแจจุงเป็นใครกัน? ทำไมถึงได้อาจหาญกระทำกับเราเช่นนี้?” เสียงอ่อนหวานเอ่ยขึ้นด้วยความโกรธ

 

“เห็นองครักษ์เชวบอกว่า น่าจะเป็นพวกหัวหน้ากองโจรเพคะ แต่ขอให้วางพระทัย เพราะตอนนี้ทหารของเจินจูกำลังออกตามหาตัวองค์ชายแจจุงอยู่เพคะ”

 

คิ้วเรียวสวยขมวดขึ้นก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงแต่ยังเจือไปด้วยความวิตกกังวลอยู่ “ได้ข่าวว่าองครักษ์ปาร์คยูชอนเป็นคนออกตามหาก่อนใครเลยใช่ไหม?”

 

“เพคะ”

 

“อืม… ถ้าเป็นเช่นนั้นเจ้าตัวคงยังไม่รู้เรื่องครอบครัวของเขา” แม้จะมีเรื่องถูกหยามเกียรติให้ขุ่นเคืองใจ แต่ฮวายงก็รู้ดีว่าองค์หญิงเป็นคนมีพระทัยดี ชอบห่วงใยเอาใจใส่ผู้อื่น ฉะนั้นเรื่องที่หมอหลวงซึ่งเป็นลุงขององครักษ์ประจำพระองค์ถูกฆ่าตายนางจึงอดสะเทือนใจไม่ได้

 

“หม่อมฉันว่าองค์หญิงควรจะเข้าบรรทมดีกว่านะเพคะ เพราะอาการประชวรเพิ่งจะหายดี พระวรกายยังไม่ค่อยแข็งแรง”

 

“เกิดเรื่องแบบนี้ข้าหลับไม่ลงหรอก แล้วอีกอย่างข้าอยากจะไปพบกษัตริย์โอซองด้วย”

 

แววตามุ่งมั่นขององค์หญิงทำให้ฮวายงไม่สามารถขัดขืนคำสั่งได้ “ถ้าทรงต้องการเยี่ยงนั้น เชิญเสด็จเพคะ”

.

.

.

ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปนานแค่ไหน แต่พอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทียุนโฮกลับพบว่าตอนนี้มือของเขาเกือบจะปัดจอกที่ตั้งบนโต๊ะเกือบตกลงบนพื้นอยู่แล้ว สาเหตุที่เขาต้องมานอนฟุบตรงนี้ เป็นเพราะว่าเตียงนอนในกระท่อมนี้มีแค่สองเตียง โดยที่เตียงแรกถูกจับจองโดยอนยู ส่วนอีกเตียงหนึ่งเป็นขององค์ชายแจจุงที่นอนหมดฤทธิ์เพราะพิษไข้

 

ความจริงเขาจะนอนเตียงเดียวกับอนยูก็ได้ แต่เนื่องจากพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจขององค์ชายตัวดีที่ไม่รู้จะทะเล่อทะล่าหนีออกไปตามหาจุนซูอีกเมื่อไหร่ ทำให้เขาตัดสินใจนั่งเฝ้าอยู่ที่โต๊ะจะดีกว่า แต่สุดท้ายเวรเฝ้ายามอย่างเขาก็เผลอหลับจนได้ และดูท่าทางว่าองค์ชายแจจุงคงจะแอบลุกไปอีกตอนที่เขาเผลอหลับ เพราะรองเท้าที่ถอดไว้วางผิดที่ผิดทางอย่างเห็นได้ชัด

 

‘รู้อย่างนี้ปล่อยให้นอนสลบอยู่ใต้ต้นไม่เหมือนเดิมเสียก็ดี พากลับมาแล้วสงสัยยังจะแอบหนีออกไปอีก คงฝืนสังขารไม่ไหวกระมังถึงได้กลับมานอนซมหนักกว่าเดิม’ ยุนโฮคิดในใจ ก่อนจะหันไปหยิบจอกเพื่อรินน้ำชาดื่มดับกระหาย

 

“พี่ใหญ่~”

 

ชายหนุ่มหันหน้าไปมองต้นเสียง จึงเห็นอนยูที่ตอนนี้นั่งหัวยุ่งอยู่บนเตียงนอนก่อนจะอ้าปากหาออกมาวอดใหญ่ “นี่ท่านไม่ได้นอนเลยรึ?”

 

“ก็ไม่เชิง” ยุนโฮตอบ

 

“นี่ก็ใกล้จะเช้ามืดแล้ว ข้าไปเตรียมอาหารให้ดีกว่า แต่องค์ชายคงตื่นมากินกับเราไม่ไหวแน่ ถ้าพี่ใหญ่จะพาองค์ชายไปหาหมอก็พาไปเถอะ ข้าจะรอพวกท่านที่นี่ อย่าลืมส่งข่าวมาล่ะว่าไปถึงร้านหมอแล้ว” เด็กชายลุกขึ้นยืนพลางอ้าปากหาวอีกทีก่อนจะหยิบตะเกียงแล้วเดินตรงไปหลังกระท่อมเพื่อเตรียมหุงหาอาหาร

 

ตอนนี้ในกระท่อมเหลือเพียงแค่ยุนโฮกับแจจุง

 

นัยน์ตาสีเข้มสะท้อนภาพร่างอันแสนงดงามขององค์ชายผู้สูงศักดิ์ที่กำลังหลับใหลด้วยความรู้สึกทอดถอนใจ…

 

“จุนซู~” น้ำเสียงที่ฟังดูอ่อนระโหยโรยแรงเมื่อหลุดรอดออกจากริมฝีปากสีกุหลาบนั้น ทำให้ชายหนุ่มที่นั่งคิดอะไรเพลินๆถึงกับสะดุ้ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้ร่างที่นอนหลับใหล พลางถือวิสาสะเขย่าแขนของเจ้านายผู้สูงศักดิ์เบาๆ

 

“องค์ชาย…” ยุนโฮลองเรียกดู แต่ปรากฏว่าองค์ชายไม่ยอมลืมตา มิหนำซ้ำพระวรกายยังร้อนจัดราวกับไฟ ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกใจหาย นี่แสดงว่าองค์ชายจอมจุ้นแอบหนีออกไปข้างนอกมาอีกใช่ไหม?

 

“องค์ชาย!! นี่ อย่าล้อข้าเล่นนะ!!”

 

“จุนซู… เจ้าอยู่ไหน?”

 

ยุนโฮรู้สึกว่าเรื่องชักจะไม่ง่ายอย่างที่จุนซูคิดซะแล้ว ชายหนุ่มออกแรงยกร่างที่อ่อนปวกเปียกนั้นขึ้นนั่งก่อนจะดึงแขนทั้งสองข้างขององค์ชายแจจุงให้กอดบ่าของเขาเอาไว้ ยุนโฮตัดสินใจที่จะแบกร่างขององค์ชายขึ้นหลังเพื่อพาไปหาหมอให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

ใบหน้าขาวจัดนั้นเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะพิษไข้ ลมหายใจที่ร้อนผ่าวนั้นรินรดอยู่ข้างหลัง ยิ่งทำให้ชายหนุ่มกังวลใจ เขาไม่น่ารับปากจุนซูเลยจริงๆ แต่มาคิดได้ตอนนี้ก็คงสายเกินไปแล้ว ที่สำคัญถ้าเกิดองค์ชายเป็นอะไรไปเขาคงไม่ได้แค่ถูกจับขัง แต่คงถูกตัดหัวแล้วเสียบประจานทั่วทั้งเมืองแน่

 

เสียงฝีเท้าที่ย่ำลงบนใบไม้แห้งนั้นเริ่มทำให้องค์ชายรูปงามรู้สึกตัว ดวงเนตรที่สุกสกวาวราวท้องฟ้ายามรัตติกาลค่อยๆเปิดขึ้น แม้จะแลดูหม่นหมองไปบ้าง แต่ก็ยังฉายแววความถือดีตามแบบฉบับเจ้านายชั้นสูงไม่เคยเปลี่ยน

 

“เจ้าบ้า!!… ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!!” ยุนโฮนึกอยากจะโยนร่างขององค์ชายอวดดีนี้ทิ้งลงกลางทางตามที่ร้องขอ แต่เขาก็ไม่อาจทำได้ ริมฝีปากหยักได้รูปพยายามข่มโทสะที่กำลังปะทุขึ้นก่อนจะเร่งฝีเท้าให้ไปถึงร้านหมอให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

“กล้าดียังไงมาแตะต้องตัวข้า!” เสียงที่แทบจะออกมาเพียงแค่ลมอยู่แล้วนั้นยังคงไม่ยอมลดละ ยุนโฮชักจะทนไม่ไหวจึงขอต่อปากต่อคำองค์ชายของจุนซูให้รู้สำนึกสักที

 

“ข้าไม่เคยคิดอยากจะแตะต้องตัวท่านเลยองค์ชาย แต่ท่านกำลังป่วยเพราะแอบหนีออกไปตามหาจุนซูเมื่อคืนนี้ เพราะฉะนั้นข้าที่เป็นคนดูแลท่านชั่วคราวจึงต้องรีบพาท่านไปหาหมอ”

 

“หมอ? หมอเหรอ? ไม่… ไม่ได้” องค์ชายแจจุงพูดด้วยความตื่นตระหนก เพราะรู้ว่าถ้าหากใครคนใดคนหนึ่งในเมืองพบเห็นเข้าล่ะก็คงได้เป็นเรื่องใหญ่แน่

 

“ไม่ต้องกลัวหรอกองค์ชายพวกเรามาไกลจากเมืองอันดงแล้ว ไม่มีใครรู้จักท่านหรอน่า” ยุนโฮนึกขัดใจคนที่เขาแบกอยู่บนหลัง นี่คงคิดว่าชาวบ้านธรรมดาๆอย่างเขาโง่จนไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยหรือยังไงกันนะ

 

“ล… แล้วจุนซู…”

 

“วางใจเถอะ ถ้าไปหาหมอเสร็จเมื่อไหร่เราจะไปตามหาจุนซูทันที เพราะไม่ว่ายังไงข้าก็จะไม่มีวันปล่อยให้คนที่ข้ารักต้องตกระกำลำบากหรอก” ชายหนุ่มร่างสูงแกล้งพูดกระทบจุดอ่อนขององค์ชายจอมอวดดีให้โมโห แล้วก็ได้ผลทันทีเสียด้วย

 

“จุนซูเป็นของข้าคนเดียว เจ้าไม่มีสิทธิ์!!”

 

ริมฝีปากหยักเหยียดยิ้มอย่างหมั่นไส้ก่อนจะเดินต่อไปเรื่อยๆจนพ้นบริเวณป่าที่ใช้ซ่อนตัว และมันคงนานพอที่จะทำให้องค์ชายแจจุงหลับสนิทไปอีกรอบด้วยความอ่อนเพลีย

 

“จุนซู… ข้ารักเจ้านะ”

 

ถึงจะอยู่ในห้วงนิทราองค์ชายแจจุงก็ไม่ลืมที่จะบอกรักจุนซู…

 

ยุนโฮพยายามจะคิดว่าสัมผัสเปียกชื้นที่อยู่ด้านหลังเสื้อของเขานั้นเป็นแค่หยาดน้ำค้างจากฟากฟ้า แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ และเขาเองก็รู้ดีว่าองค์ชายกำลังทรงกันแสง…

 

 

 

 

 

“พี่หญิง อย่าทำอย่างนี้เลยนะเพคะ”

 

องค์หญิงแจวอนได้แค่ยิ้มบางๆ ในขณะที่จ้องมองใบหน้าของมุนอาที่มีแววเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นองค์หญิงน้อยก็ยังน่ารักน่าเอ็นดูเสมอ ถึงจะซุกซนไปบ้าง แต่นางก็เป็นเด็กดีคอยอยู่ในโอวาท ผิดกับแจจุงที่รายนั้นอะไรแหกกฎได้ก็จะทำ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ แถมยังดื้อด้านไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร แต่แจวอนกลับทั้งรักและสงสารน้องชายคนนี้เสียยิ่งกว่าใครในบรรดาพี่น้องทุกคน ไม่รู้ว่าป่านนี้แจจุงจะเป็นอย่างไรบ้าง? แล้วคนพวกนั้นจับน้องชายของนางไปทำไม?

 

น้ำตาเกือบจะไหลออกมาเต็มที แต่แจวอนคิดแล้วว่าจะต้องไม่ร้องไห้เพื่อเป็นกำลังใจให้กับมุนอาที่นอนร้องไห้เกือบทั้งคืนเมื่อรู้ว่าพี่ชายคนเล็กของนางถูกจับตัวไป

 

“พี่ตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร พี่จะต้องทำหน้าที่นี้”

 

“แต่ว่า…”

 

“มุนอา”

 

“เพคะ”

 

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้บ้านเมืองของเรากำลังลำบาก?”

 

องค์หญิงน้อยส่ายหน้า ก่อนจะโผตัวเข้ากอดร่างบอบบางขององค์หญิงผู้พี่ราวกับจะรั้งนางเอาไว้ไม่ให้ทำในสิ่งที่ตัดสินใจลงไป

 

“อย่าว่าแต่เจ้าเลย พระมเหสีแม่ของเจ้านางเองก็เพิ่งรู้ ตอนนี้พวกกษัตริย์จากเมืองจีนกำลังคิดจะโจมตีเมืองของเรา ที่แจจุงต้องแต่งงานเป็นเพราะเรื่องนี้ เราจำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเมืองเจินจู แต่ในเมื่อแจจุงหายตัวไป งานอภิเษกย่อมถูกล้มเลิกด้วย ฉะนั้นพี่ต้องทำให้ทุกอย่างมันดำเนินต่อไป เจ้าเข้าใจใช่ไหม?” มือเรียวสวยลูบผมของน้องสาวเบาๆ ในขณะที่พยายามฝืนไม่ให้น้ำเสียงของตนเองสั่นเครือ

 

“ถ้าเป็นพระประสงค์ของพี่หญิง หม่อมฉันก็มิอาจขัดได้หรอกเพคะ” มุนอาตอบก่อนจะผละตัวออกจากอ้อมกอดของพี่สาว

 

“รอให้โตกว่านี้ก่อนแล้วเจ้าจะเข้าใจว่าที่พี่ทำไปเพราะต้องการช่วยเหลือบ้านเมืองของเรา”

 

แววตาอ่อนโยนที่มองมาทำให้มุนอายิ้มออกมาได้เล็กน้อย แม้จะฝืดฝืนก็ตามที นางไม่รู้ว่าเมื่อคืนหลังจากที่ร้องไห้จนหลับไปแล้วนั้นผู้นำทั้งสองเมืองได้ตกลงอะไรกันบ้าง เพราะนับตั้งแต่เดินทางมาที่เมืองเจินจูนางก็แทบจะไม่ได้พูดคุยกับใครเลย จนกระทั่งรู้ข่าวเรื่องเสด็จพี่แจจุงโดนลักพาตัวนางก็ถูกพามาในห้องบรรทมเสียแล้ว

 

“พี่หญิงจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างเพคะ?” มุนอาถามก่อนจะใช้หลังมือปาดน้ำตาลวกๆ

 

“ทางเจินจูจะจัดเตรียมให้พี่เอง”

 

“แต่หม่อมฉันไม่เข้าใจเลย การจะอภิเษกต้องใช้เวลาเตรียมการนานเป็นเดือนนี่เพคะ อีกอย่างพี่หญิงทรงเป็นถึงองค์หญิงแห่งเมืองอันดง จะให้ทำแบบขอไปทีได้อย่างไรกัน?”

 

“ก็พี่ไม่ได้อภิเษกเป็นพระมเหสีนี่” รอยยิ้มบางๆที่ปรากฏบนใบหน้างดงามขององค์หญิงผู้พี่ทำให้มุนอาถึงกับปวดร้าวขึ้นมาในหัวใจ เพราะเหตุใดพวกผู้ใหญ่จึงต้องทำเรื่องให้ยุ่งยาก ในเมื่อองค์หญิงอึนฮาไม่สามารถอภิเษกได้ แล้วทำไมจะต้องให้พี่หญิงแจวอนของนางอภิเษกกับบิดาขององค์หญิงอึนฮาแทนด้วย ถึงจะอ้างว่าเป็นการทำเพื่อบ้านเมือง แต่พี่หญิงแจวอนยังสาว ยังสวย น่าจะอภิเษกกับองค์ชายรัชทายาทจากเมืองไหนสักเมือง เพื่อจะได้เป็นพระอัครมเหสี ไม่ใช่พระสนมเอกของกษัตริย์รุ่นราวคราวบิดาแม้ว่าจะยังดูหนุ่มแน่นอยู่ก็ตาม

 

“องค์หญิงอึนฮาทรงราบเรื่องนี้แล้วหรือเพคะ?” เสียงใสเอ่ยถามก่อนจะช่วยพี่สาวหวีผม

 

“ทราบแล้ว นางเองก็อยู่ด้วยเมื่อคืนนี้”

 

“นางไม่คัดค้านเลยหรือเพคะ?” มุนอายังคงถามต่อไป เพราะนางเป็นเด็กช่างสงสัย แต่แทนที่แจวอนจะอึดอัดใจ กลับกลายเป็นว่ารู้สึกผ่อนคลายความวิตกกังวล ราวกับมีใครสักคนคอยรับฟังเรื่องราวต่างๆด้วยความไร้เดียงสา

 

แจวอนส่ายหน้าพลางยิ้มตอบองค์หญิงผู้น้อง แต่ในใจกลับหวนนึกถึงแววตาของพระมเหสีกึมซองทันทีที่ทราบว่าแจวอนจะอภิเษกเป็นสนมให้กับพระสวามีของนาง

.

.

.

ดวงตาคมหวานมองตรงไปยังบุรุษร่างสูงที่ดูท่าทางแล้วน่าจะเป็นผู้นำของกลุ่มนั่งอยู่บนเก้าอี้ห่อหุ้มด้วยขนสัตว์ด้วยความมั่นใจ ตอนนี้เขากับพระพี่เลี้ยงขององค์ชายแจจุงกำลังเผชิญหน้ากับเหล่าชายฉกรรจ์หลายสิบคน แววตาหลายคู่ที่จ้องมองมานั้นชวนให้รู้สึกราวกับถูกจับผิดอยู่ตลอดเวลา แต่กระนั้นยูชอนก็ไม่นึกหวาดหวั่นอะไร ต่างกับจุนซูที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

“ข้าชื่อคังตะเป็นหัวหน้าสำนักยองชาง” บุรุษร่างสูงลุกขึ้นยืนพลางผายมือไปทางด้านข้างแล้วพูดเชื้อเชิญให้ยูชอนกับจุนซูนั่งบนเก้าอี้

 

“ขออภัยที่คังอินน้องชายของข้าสั่งให้คนจับพวกท่านขังไว้ในคุก”

 

จุนซูเหลือบมองใบหน้าของยูชอนที่ฉายรอยยิ้มน้อยๆตรงมุมปากแล้วก็รู้สึกไม่ชอบใจเอาเสียเลย จริงอยู่ที่องครักษ์หนุ่มผู้นี้เป็นคนเก่งกาจและมีฝีมือ แต่กิริยาท่าทางที่ชอบทำราวกับว่าเป็นผู้รอบรู้ แถมยังวางท่าว่าถือไพ่เหนือคนอื่น ทำให้จุนซูชักจะเริ่มไม่ถูกชะตากับบุรุษผู้นี้มากขึ้นเรื่อยๆ

 

“คงเป็นเพราะพวกท่านมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้สำนักของเราในเวลาดึกดื่นจึงทำให้เกิดความเข้าใจผิด แต่พอข้าทราบเรื่องก็รีบถามทันทีว่าเป็นใคร คนของข้าจึงนำกระบี่ของท่านมาให้ดู ข้าเห็นเพียงแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าท่านไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแน่นอน พอได้อ่านตัวอักษรที่สลักตรงฝักกระบี่ความเข้าใจของข้าก็ถูกต้อง ท่านคือองครักษ์หลวงของเจินจูนี่เอง” คังตะพูดพลางคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยทำให้บรรยากาศรอบตัวคลายความตึงเครียดลง จุนซูเองก็แอบถอนหายใจไปด้วย แต่ยังไม่ทันจะโล่งใจดี คังตะก็เบนสายตามาทางเขาเสียนี่

 

“แล้วท่านล่ะมีนามว่าอะไร? แล้วเพราะเหตุใดถึงได้ถูกพวกจอมโจรดอกไม้แดงจับตัวเอาได้?”

 

จุนซูอึกอักที่จะตอบคำถามนี้ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาเผยรอยยิ้มแห้งๆออกมา เพราะสายตานับสิบคู่ที่ไม่เว้นแม้กระทั่งองครักษ์หนุ่มแห่งเจินจูก็มองตรงมายังที่เขาด้วยความสนใจใคร่รู้เช่นเดียวกัน

 

“ข้า…”

 

“เขาเป็นผู้ติดตามของข้าเองท่านคังตะ” ยูชอนที่พูดโพล่งออกมาทำให้จุนซูถึงกับเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจก่อนจะทำเล่นละครไปตามบทบาทที่ได้รับด้วยความงุนงง

 

“ใช่ครับ ข้าเป็นผู้ติดตามขององครักษ์ยูชอนครับ” จุนซูแสร้งยิ้มหน้าระรื่นทั้งที่รู้สึกไม่พอใจว่าตนเองกลายเป็นผู้ติดตามคนแบบนั้นไปเสียได้

 

“ที่โดนพวกจอมโจรดอกไม้แดงจับตัวไป เพราะระหว่างทางผู้ติดตามของข้าดันไปมีเรื่องกับคนแปลกหน้าเข้า ข้าคิดว่าพวกนั้นคงเป็นโจรดอกไม้แดง เขาถึงได้โดนตามอาฆาตถูกจับตัวไป ข้าเลยออกตามหาจนทำให้พวกท่านเข้าใจผิดถึงได้มาอยู่ที่นี่” ยูชอนเล่าเรื่องที่แต่งขึ้นเองโดยคร่าวๆ

 

“พวกจอมโจรดอกไม้แดงน่ะมีเรื่องกับคนอื่นไปทั่ว ทางการจากหลายเมืองก็มาขอความร่วมมือจากข้าให้ช่วยจับตัวพวกนี้อยู่เหมือนกัน เห็นว่าตอนนี้กำลังมีปัญหาแย่งชิงพื้นที่ปล้นสะดมกับพวกจอมโจรห้าหุบเขาอยู่”

 

คังตะพูดถึงจอมโจรห้าหุบเขา ทำให้จุนซูหวนนึกไปถึงเชวซีวอน คนที่ช่วยเขาออกมาจากองครักษ์ยูชอน และเป็นสหายของยุนโฮ ชายผู้นั้นเป็นหัวหน้าจอมโจรแห่งหุบเขา แสดงว่าที่เขาถูกจับตัวไปเป็นเพราะจอมโจรดอกไม้แดงคนนั้นเห็นเขาอยู่กับเชวซีวอนแน่ๆ ถ้าเป็นเช่นนั้นองค์ชายแจจุง กับยุนโฮ และอนยูจะโดนเล่นงานไปด้วยหรือเปล่า? ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้เขาอดรู้สึกกังวลใจขึ้นมาไม่ได้

 

“ถ้าเป็นเช่นนั้นเห็นทีว่าข้าคงต้องหาคนนำทางให้พวกท่านกลับเจินจูเสียแล้วกระมัง… ซึงริ มานี่หน่อย” คังตะหันหน้าไปเรียกเด็กหนุ่มอายุน่าจะประมาณสิบเจ็ดสิบแปดให้เดินเข้ามาใกล้

 

“นี่คือซึงริน้องชายของภรรยาข้า เขาเป็นคนเจินจูเหมือนกัน และรู้จักเส้นทางปลอดภัยดี คิดว่าเขาคงจะเป็นผู้นำทางให้พวกท่านได้ อีกอย่างซึงริจะได้กลับไปเยี่ยมบ้านด้วย ท่านพอจะรู้จักนางกำนัลลีที่เพิ่งแต่งงานไปหรือไม่ท่านองครักษ์?”

 

“ถึงจะมีนางกำนัลแซ่ลีหลายคน แต่คนที่เพิ่งแต่งงานไปคือแม่นางลีแชริน ถ้าเป็นเช่นนั้นแสดงว่าซึงริคนนี้เป็นน้องชายของนางใช่หรือไม่ครับ?”

 

เด็กหนุ่มชื่อซึงริยิ้มกว้างก่อนจะค้อมศีรษะเป็นการตอบรับ “ข้าเองก็ได้ยินชื่อเสียงของท่าองครักษ์มานาน เพิ่งจะได้พบเจอตัวจริงก็วันนี้ เป็นเกียรติมากขอรับที่ได้เป็นผู้นำทางให้ท่าน”

 

“เราอย่าเสียเวลาอีกเลย ข้าว่าให้ซึงรินำทางพวกท่านไปเลยดีกว่า นี่ฟ้าก็เริ่มสว่างแล้ว กลับไปถึงเจินจูคงเที่ยงวันพอดี อีกอย่างพวกท่านเองน่าจะยังไม่ทราบข่าวที่งานอภิเษกขององค์หญิงอึนฮาถูกยกเลิกกลางคัน” ยูชอนเหมือนจะสะดุดไปชั่วครู่ ในขณะที่จุนซูรู้สึกเหมือนหินหนักๆหล่นทับลงบนอกของเขา แต่ยูชอนก็ยังคุมสถานการณ์เอาไว้ได้

 

“ข้าพอจะทราบข่าวมาเหมือนกันครับ เป็นเพราะเหตุนี้ถึงต้องรีบกลับไปจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย” ไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมองก็รู้ว่ายูชอนจะจัดการใคร

 

“แต่ท่านคงยังไม่รู้สินะว่างานอภิเษกยังคงมีต่อไป แต่คนที่จะอภิเษกคือกษัตริย์มูกง กับองค์หญิงแจวอนแทน”

 

“อะไรนะขอรับ!!??”


จุนซูรู้ตัวว่าตนเองเผลอตะโกนออกมาเสียงดัง แถมยังลุกขึ้นยืนพรวดจากเก้าอี้โดยไม่สนใจสิ่งใดๆรอบกาย ยูชอนเห็นท่าทางเช่นนั้นจึงรีบคว้าแขนของจุนซูเอาไว้ก่อนจะพูดเป็นการตัดบทว่าพวกเขาควรจะรีบกลับเจินจูเสียทีเพราะต้องเตรียมงานอภิเษกที่จะถึงนี้อย่างรวดเร็วที่สุด

 

 

 

 

 

อากาศยามชาวตรู่ช่างสดชื่นแจ่มใส ดวงตาคมเข้มเจือไปด้วยรอยยิ้มเมื่อมองเห็นผู้ที่ตนเรียกวาท่านตาออกมานั่งรับลมเล่น ขายาวสาวเท้าเข้าไปใกล้ชายชราก่อนจะหย่อนกายลงนั่งเคียงข้าง มือเหี่ยวย่นตบบ่าหลานชายเบาๆ เขารู้ว่าอีกไม่นานตนเองจะต้องลาจากโลกนี้ไป แต่กระนั้นก็ไม่มีอะไรให้ห่วงมากมายเพราะมีหลานชายคนเก่งคนนี้จะคอยจัดการทำให้ทุกอย่าง

 

“หลังจากงานอภิเษกข้าจะต้องไปสอบเข้าเป็นหมอหลวงแล้ว ขอให้ท่านตาวางใจได้เลยนะครับ ข้าจะทำให้สำเร็จจนได้” ชางมินเอ่ยขึ้นด้วยความมุ่งมั่น

 

“ถึงเจ้าไม่ไปสอบตาก็รู้ว่าเจ้าต้องได้แน่ๆ จะมีสักกี่คนที่ได้เข้าไปรักษาองค์หญิงโดยไม่ทันได้เข้าเป็นหมอหลวงเสียด้วยซ้ำ”

 

“นั่นเป็นเพราะคำเล่าลือจากชาวบ้านหรอกครับ ข้าเองเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วัน อีกอย่างเมืองชินโจของเราก็ขึ้นชื่อเรื่องการรักษาโรคอยู่แล้ว ยิ่งหมอหลวงใหญ่มาจากไปกะทันหัน ทำให้พระมเหสีถึงต้องรีบเกณฑ์หมอจำนวนมากทั้งจากในวังบ้าง จากข้างนอกบ้างมาช่วยกันรักษาองค์หญิง”

 

ชายชราหัวเราะเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนโดยมีหลานชายประคองไว้ “รีบไปเก็บสมุนไพรไม่ใช่รึ? ไม่ต้องมานั่งอยู่เป็นเพื่อนตาหรอก”

 

ชางมินส่ายหน้า “ถึงจะรีบแค่ไหนข้าก็ไม่ลืมดูแลท่านตาหรอกครับ”

 

เมื่อเดินไปส่งผู้เป็นตาเข้าไปในบ้านเรียบร้อยแล้วขายาวก็ก้าวเดินออกไปเก็บสมุนไรตรงชายป่าทันที ร่างสูงโปร่งค้อมศีรษะลงเล็กน้อยทันทีเมื่อชาวบ้านส่งเสียงทักทายไปตลอดทาง มือใหญ่กระชับสายกระบุงที่อยู่ด้านหลังให้ดีขึ้นในขณะที่ก้าวเดินไปเรื่อยๆจนถึงที่หมาย วันนี้เขาตั้งใจว่าจะเก็บสมุนไพรให้เยอะพอที่จะทำยาประมาณสามร้อยขวด ในขณะที่กำลังวุ่นวายกับการทำงานอยู่นั้น เสียงประหลาดที่ดังขึ้นทำให้เขารีบเงยหน้าทันที

 

“ใครน่ะ?” ชางมินตะโกนถามแต่ก็ไม่มีเสียงตอบ เขากวาดสายตามองไปโดยรอบก็ไม่พบเจอใคร ชายหนุ่มจึงตั้งท่าจะทำงานต่อ แต่แล้วก็อดสังสัยไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจเดินไปตามต้นเสียงที่ยังดังอยู่ต่อเนื่อง แล้วก็พบว่ามีชายคนนึ่งกำลังพยายามจับกระต่ายป่าที่ตอนนี้วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปหมดแล้ว เหลือเพียงกระต่ายตัวน้อยหนึ่งตัวที่อยู่ในโพรง โดยมีชายคนนั้นพยายามจะหาทางจับมัน

 

“เฮ้!! เจ้าน่ะมาช่วยข้าหน่อย”

 

คิ้วของชางมินเลิกขึ้นทันที ก่อนจะหันซ้ายหันขวามองดูไม่มีใครนอกจากเขา “ท่าจะให้ข้าช่วยจับกระต่ายรึ?”

 

“ก็ใช่น่ะสิ”

 

“แต่มันจะดีรึ?”

 

“ข้าไม่ได้จะกินเองหรอก สงสารมันเหมือนกัน แต่ทำไงได้ล่ะมีคนเจ็บต้องดูแล”

 

พอได้ยินว่าคนเจ็บ สัญชาตญาณของความเป็นหมอทำให้ชางมินอดนิ่งเฉยไม่ได้ “คนเจ็บอยู่ไหน?”

 

“ในกระท่อม”

 

ไม่ต้องพูดจาให้มากความ ชางมินรีบก้าวขาตรงไปในกระท่อมทันที โดยมีชายร่างสูงอีกคนรีบเดินตามมาติดๆ พลางตะโกนก้องราวกับว่าชางมินจะทำอะไรคนเจ็บ แต่เขาก็ไม่สนใจสิ่งใดนอกจากจะปราดเข้าไปหาคนที่นอนสลบอยู่บนเตียง

 

“เขาเป็นไข้ อาการอยู่ระดับสองถ้าไม่รีบรักษาอาจจะหนักกว่านี้ได้” ชางมินหันไปบอกชายคนที่เกือบจะกระชากไหล่ให้เขาออกห่างคนป่วย

 

“เจ้าเป็นหมอรึไง?”

 

“ใช่”

 

ชายหนุ่มผู้นั้นมีท่าทีอ่อนลงแต่ก็ยังไม่วายจ้องมองชางมินด้วยแววตาหวาดระแวง แต่เมื่อเหลือไปเห็นกระบุงที่ใส่สมุนไพรเต็มไปหมด ก็ทำให้พอจะเชื่อถือขึ้นมาได้บ้างอีกระดับหนึ่ง “แล้วนั่นอะไรน่ะ? ท่านพกเข็มไว้ตลอดเวลาเลยรึไง?”

 

ชางมินพยักหน้าก่อนจะบอกให้ชายผู้นั้นมาช่วยเขาพลิกตัวคนป่วย “ท่านช่วยเปิดเสื้อด้านหลังเมียท่านให้ข้าด้วยจะเป็นการดีมาก”

 

“จะบ้ารึไง!!!??? นี่มันผู้ชายนะ ไม่ใช่ผู้หญิง” ชายหนุ่มถึงกับหน้าแดงด้วยความโกรธผสมอาย เมื่อได้ยินอย่างนั้นชางมินก็ก้มลงมองดูใบหน้าที่แม้ยังหลับสนิท แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความงามอย่างปิดไม่มิด ไม่ว่าจะเป็นแพขนตาหนา จมูกโด่งเป็นสันเล็กๆ รับกับริมฝีปากอิ่มสีสวย ผิวพรรณของคนผู้นี้ดูดีกว่าชาวบ้านธรรมดาทั่วไป มันก็ไม่แปลกอะไรที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยมาพยุงสหายของท่านหน่อยได้ไหม? ท่าน…”

 

“ยุนโฮ… ชองยุนโฮ” ชายคนนั้นตอบด้วยน้ำเสียงห้วนๆก่อนจะเข้ามาช่วยพยุงร่างคนป่วย แล้วพลิกให้นอนคว่ำลงตามที่ชางมินบอก

.

.

.

จุนซูนิ่งเงียบไม่พูดอะไรเลยตลอดทาง ทำให้ซึงริรู้สึกได้ถึงบรรยากาศชวนอึดอัดระหว่างคนทั้งสองได้เป็นอย่างดี เด็กหนุ่มนึกสงสัยว่า หากจุนซูเป็นผู้ติดตามขององครักษ์ยูชอนจริง เหตุใดจึงมีท่าทีมึนตึงใส่กันเช่นนี้ แต่ก็อย่างว่า คนเราเมื่ออยู่ด้วยกันแล้ว ย่อมต้องมีปัญหากระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา อีกอย่างเขาเองก็เป็นคนนอก ไม่ควรไปยุ่งก้าวก่ายเรื่องของคนอื่นโดยไม่จำเป็น ฉะนั้นปล่อยให้พวกเขาสองคนจัดการกันเองคงจะดีกว่า

 

“ท่านองครักษ์ ข้าว่าเราหยุดพักกันในถ้ำสักครู่เถิด”

 

ซึงริเอ่ยขึ้นเมื่อรู้สึกว่าลมหนาวพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ ยูชอนพยักหน้าเป็นเชิงตกลง ก่อนจะเหลือบสายตาหันไปมองจุนซูที่ดูเหมือนคนจิตใจล่องลอยเพียงเล็กน้อย แล้วพูดว่า “ท่านเองก็ควรจะเข้าไปข้างในนั้นเหมือนกัน”

 

จุนซูที่มัวแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องอื่นอยู่รีบเงยหน้าขึ้นมองยูชอนที่ยังคงทำหน้าเย็นชาใส่เขาสลับกับซึงริ แล้วก็ค่อยๆคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นเด็กหนุ่มส่งยิ้มกว้างมาให้เขาก่อนด้วยไมตรีจิต

 

“นั่งสักพักแล้วค่อยเดินทางดีกว่า ลมหนาวแบบนี้ก้าวขาไม่ออกกันพอดี” ซึงริพูดพลางเดินนำทั้งสองคนเข้าไปในถ้ำที่ดูเหมือนจะเป็นที่พักสำหรับนักเดินทาง แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะเมื่อจุนซูเข้ามาข้างในก็เห็นว่ามีไม้ฝืนกองใหญ่มัดรวมกันไว้ทางผนังถ้ำด้านขวา ส่วนตรงริมในสุดนั้นมีอุปกรณ์ไว้สำหรับเตรียมทำอาหารเรียบร้อย และอีกฝั่งหนึ่งก็มีแผ่นไม้วางเรียงไว้เพื่อใช้เป็นที่สำหรับนอนพักได้

 

“ทางสำนักยองซางมักจะใช้เส้นทางนี้สำหรับเดินทางติดต่อกับด้านนอกน่ะ แน่นอนว่าพวกดอกไม้แดงก็ไม่รู้จักเส้นทางนี้เว้นแต่พวกท่านจะแอบบอก” ซึงริกล่าวยิ้มๆ ทำให้จุนซูหลุดขำออกมาเล็กน้อย

 

“ว่าแต่ข้ายังไม่รู้จักท่านเลย ข้าชื่อซึงริ” เด็กหนุ่มแนะนำตัวอีกครั้งทั้งๆที่รู้ว่าจุนซูรู้จักชื่อของเขาแล้ว

 

“ข้าชื่อคิมจุนซู” ดวงตากลมใสเหลือบไปมองใบหน้าหล่อเหลาขององครักษ์หนุ่มที่อยู่ๆก็เปลี่ยนท่าทีทำเป็นขอตัวไปดูแลม้าที่ผูกอยู่ด้านนอกเสียอย่างนั้น เห็นแล้วมันน่าหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

 

“ท่านอายุเท่าไรกัน? ข้าจะได้เรียกถูก”

 

“ข้าอายุยี่สิบ”

 

“ว้า~ ท่านแก่กว่าข้า นึกว่ารุ่นเดียวกันเสียอีก แต่ไม่เป็นไร ข้าขอเรียกท่านว่า ‘พี่จุนซู’ ได้ไหม”

 

จุนซูพยักหน้าเป็นเชิงตกลง เขารู้สึกดีเสียอีกที่มีใครมาสนิทสนมกับเขามากกว่าต้องมาตีหน้ายักษ์ใส่กันเหมือนที่กำลังทำอยู่กับยูชอนในขณะนี้  เขาเข้าใจความรู้สึกของแจจุงกับยุนโฮแล้วว่าเป็นอย่างไร เมื่อต้องอยู่ใกล้ชิดกับคนที่เราไม่ชอบหน้าเขา และเขาเองก็ไม่ชอบหน้าเรา นับว่าโชคดีที่ได้ซึงริมาเป็นเพื่อนร่วมทางอีกคนทำให้เขารู้สึกร่าเริงขึ้นมาได้บ้าง เด็กหนุ่มคนนี้ช่างพูดช่างเจรจาคล้ายๆกับอนยู เพียงแต่ความทะลึ่งทะเล้นนั้นอนยูมีมากกว่า

 

“ข้าอยากจะเอนหลังนอนสักหน่อย พี่จุนซูจะนอนไหม?”

 

“ก็ดีเหมือนกัน” จุนซูว่าพลางช่วยหยิบผ้าห่มผืนใหญ่สองผืนที่ซึงริพามาเอง ก่อนจะเหยีดกายนอนลงบนแผ่นไม้ด้วยความรู้สึกอ่อนล้า ซึงริเองก็เช่นกัน เด็กหนุ่มเล่าเรื่องต่างๆให้เขาฟังไปไม่เท่าไหร่ก็เผลอหลับไปเสียแล้ว

 

แต่จุนซูนอนไม่หลับ เขาคิดถึงองค์ชายแจจุง พี่ยุนโฮ และอนยู ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกนั้นบ้าง? แล้วเรื่องการอภิเษกขององค์หญิงแจวอนอีก ทั้งๆที่นางตั้งพระทัยแล้วว่าจะไม่ออกเรือนไปกับชายใด เพราะจะถือศีล บำเพ็ญเพียรตามที่เสด็จแม่ของนางได้กระทำไว้ตั้งแต่สมัยยังมีพระชนม์ชีพ แต่อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหยั่งรู้ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่แค่โชคชะตากำหนด แต่ขึ้นอยู่กับทางเลือกของตนเอง

 

จุนซูไม่เชื่อเรื่องโชคชะตะ หรือแม้แต่คำสาบานใดๆ 

 

อาจจะฟังดูเป็นเรื่องแปลก ทั้งๆที่เขาเติบโตมาภายในศาลเจ้า และป้าของเขาก็เป็นนายหญิงของศาลเจ้า แต่นางก็ไม่เคยสอนให้เขางมงาย นางพร่ำบอกเขาเสมอว่าเทพเจ้าเป็นที่พึ่งทางใจที่ดีของเรา แต่การกระทำทุกอย่างล้วนแต่เราเป็นกำหนดเอง จะดีหรือเลวมันขึ้นอยู่กับกรรมที่เราเคยทำไว้ และการที่องค์หญิงแจวอนตัดสินใจทำเช่นนี้ จุนซูพอจะเดาได้ว่าทำเพื่อบ้านเมือง ถึงเขาจะไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้มีมูลหรือไม่ เพราะถ้าแน่ใจเขาคงไม่ช่วยองค์ชายหนี แต่จุนซูเคยได้ยินพวกขุนนางชั้นรองเคยแอบหารือกันเรื่องกษัตริย์จากเมืองจีนกำลังจะเข้ามาโจมตีเมืองอันดง ซึ่งองค์ชายแจจุงไม่เคยทราบว่าที่ถูกบังคับให้หมั้นหมายตั้งแต่ยังเด็กนั้นทำไปเพื่ออะไร แต่จะว่าไปคนที่รู้เรื่องนี้มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ถ้าองค์ชายรู้ว่าบ้านเมืองกำลังเดือดร้อนพระองค์จะตัดสินใจหนีการอภิเษกนี้หรือไม่?

 

เสียงฝีเท้าที่แม้จะเบามากแต่จุนซูก็รับรู้ได้ถึงการเดินเข้ามาในถ้ำของใครบางคนทำให้เขาแกล้งหลับตาอย่างรวดเร็ว เพราะไม่อยากเห็นหน้าคนที่ตอนนี้นั่งลงบนแผ่นไม้ข้างๆเขา

 

“ข้าเห็นท่านรีบหลับตา กลัวความจริงรึไง?” เสียงทุ้มนั้นพยายามยั่วโมโหจุนซูที่ขวดคิ้วมุ่นแต่ยังไม่ยอมลืมตาอย่างนึกสนุก

 

“นึกไม่ถึงว่างานอภิเษกยังคงมีต่อไป เป็นเรื่องน่ายินดีที่ความสัมพันธ์ทั้งสองเมืองยังคงแน่นแฟ้นอยู่ ขอให้ท่าจงวางใจเถิด ข้าไม่ปล่อยท่านไปง่ายๆแน่” ยูชอนยังคงพูดต่อไปทำให้จุนซูหมดความอดทนแล้ว ร่างเล็กลุกขึ้นนั่งก่อนจะมองใบหน้าของยูชอนด้วยความโกรธ

 

“ตอนนี้ข้าก็เหมือนเชลยแล้วนี่ จะฆ่าจะแกงอะไรก็เชิญ ข้าไม่กลัวท่านอยู่แล้ว”

 

“เหอะ!! ข้าไม่ฆ่าท่านหรอก เพราะท่านคือคิมจุนซูผู้ยิ่งใหญ่ที่อาจหาญกล้าหลอกลวงเบื้องสูง หยามเกียรติขององค์หญิงรัชทายาท” ยูชอนจ้องมองแววตาของจุนซูด้วยความโกรธจัดเช่นเดียวกัน   

 

“อย่ามาแต่งเติมชื่อข้าแบบประชดประชันเลยท่านองครักษ์ ข้ามีตำแหน่งเป็นพระพี่เลี้ยงผู้ต่ำต้อย ไหนเลยจะเทียบเท่าองครักษ์หลวงปาร์คยูชอนคนโอหังแบบท่าน” จุนซูตอบโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน แต่แทนที่ยูชอนจะโกรธจัดจนพลั้งมือทำร้ายเขาเหมือนอย่างที่ใจคิด ชายหนุ่มกลับเพียงแค่เอนกายลงนอนบนแผ่นไม้ราวกับว่าสิ่งที่พูดออกไปเมื่อครู่นี้หาได้กระทบแทงใจดำไม่

 

“ท่านนี่มัน…” จุนซูพูดไม่ออก เขายิ่งรู้สึกโกรธจนแทบจะพุ่งไปกระชากแขนให้ยูชอนลุกขึ้นมาคุยกันให้รู้เรื่อง แต่ทำไปก็แค่นั้น เพราะนอกจากเขาจะเถียงไม่ชนะแล้ว วิทยายุทธ์แบบปลายแถวไว้ใช้ป้องกันตัวแบบเขาคงฟาดฟันกับชายผู้นี้ไม่ได้ ร่างเล็กถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ก่อจะเหลือบสายตาไปเห็นซึงริที่กำลังนอนพลิกตัวอย่างเกียจคร้าน ความจริงเขาลืมไปสนิทว่าระหว่างที่พวกเขาโต้เถียงกันนั้นมีคนอื่นนอนอยู่ด้วย แต่ดูท่าว่าไม่มีประโยชน์ที่จะกังวลใจ ปรากฏว่าซึงริหลับสนิทจริงๆ เพราะจุนซูลองแกล้งดึงผ้าห่มออก เด็กหนุ่มก็ไม่สะดุ้งสะเทือนทั้งที่อากาศหนาวเย็นขนาดนี้ มือเล็กจึงเลื่อนผ้าห่มให้ตามเดิมก่อนจะตัดสินใจลุกออกไปดูสภาพอากาศด้านนอก แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขาเดิน เท้าของจุนซูก็สะดุดเข้ากับชายผ้าห่มทำให้หน้าเกือบคะมำลงไปแล้ว

 

“บ้าจริง!” เสียงแหบเล็กสบถขึ้นด้วยความขัดใจ ในขณะนั้นเองก็เห็นว่าองครักษ์ยูชอนนอนกอดออกแน่นด้วยความหนาว สงสัยคงจะหลับสนิทเหมือนกัน

 

“หนาวตายเลยได้ก็ดี” จุนซูว่า แต่ด้วยความที่เขาเคยมีประสบการณ์เฉียดตายจากครั้งหนึ่งที่เคยไปเที่ยวกับองค์ชาย แล้วพลัดตกลงไปในบึงน้ำแข็ง เขายังจำความรู้สึกนั้นได้ว่าทั้งหนาวเย็น และทรมานมากเพียงไหน ร่างเล็กจีงเดินเข้าไปใกล้ยูชอนอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แล้วดึงผ้าห่มผืนที่ตัวเองใช้คลุมทับร่างที่แข็งทื่อราวกับท่อนไม้นั้นอย่างรวดเร็วก่อนจะเดินออกไปนอกถ้ำ

 

โดยที่จุนซูไม่รู้ว่ายูชอนแกล้งหลับ

 

 

 

 

 

โดยเฉพาะบุตรชายคนโต… พวกเขาจะมีความรักไม่ได้

พวกเขาจะต้องโดดเดี่ยวไปจนวันตาย 

.

.

.

“ยูฮวาน เจ้าจะไม่กินอะไรเลยไม่ได้นะ” น้ำเสียงอ่อนหวานของเด็กสาวทำให้ยูฮวานที่มัวแต่นึกถึงข้อความในจดหมายนั้นได้สติขึ้นมา เด็กหนุ่มนั่งซึมอยู่แบบนี้แทบจะทั้งวันจนงานศพเสร็จสิ้นแล้วก็ไม่ลุกออกไปไหน นาบีเห็นแล้วก็รู้สึกเป็นห่วงจับใจ นางกับยูฮวานเป็นคู่หมั้นคู่หมายกัน แม้นางจะไม่ใช่ลูกคุณหนูร่ำรวย แต่ท่านหมอหลวงปาร์คฮันจงก็เอ็นดูนาง อีกอย่างพี่ชายของนางก็สนิทสนมกับตระกูลนี้ จึงทำให้นางได้รับการต้อนรับอย่างดีราวกับแต่งงานเป็นสะใภ้เรียบร้อยแล้ว

 

“ข้ากินไม่ลง”

 

นาบีวางถาดอาหารไว้บนโต๊ะก่อนจะเดินเข้าไปนั่งใกล้ๆยูฮวานที่ตอนนี้แลดูซีดเซียวราวกับคนป่วย มือบอบางวางทาบลงบนมือของเด็กหนุ่มคนรักอย่างแผ่วเบา ถึงแม้ว่านางจะชอบทะเลาะกับยูฮวานเป็นประจำที่ฝ่ายชายมักไม่ทำตามสัญญา เพราะมัวแต่เพลิดเพลินกับการวาดรูปจนลืมนาง หรือไม่ก็มัวแต่ไปยุ่งกับผู้หญิงคนอื่น จนทำให้นางเสียใจหลายครั้ง แต่นาบีเองก็รักยูฮวานมาก เพราะเป็นรักครั้งแรกในชีวิตของนาง

 

“ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นแบบนี้เลย”

 

ยูฮวานมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กสาวก่อนจะคว้าร่างบอบบางนั้นมากอดไว้อย่างแนบแน่น แล้วปล่อยให้น้ำตาค่อยๆไหลออกมา นาบีกอดตอบ พลางลูบหลังปลอบประโลมให้คนรักคลายความเศร้า แม้ว่านางเองจะมีน้ำตาไม่ต่างกัน แต่นางจะต้องคอยอยู่ดูแลยูฮวานให้รอดพ้นจากสภาวการณ์เช่นนี้

.

.

.

เสียงหัวเราะเริงร่าทำให้แจจุงรู้สึกมึนหัว เขาพยายามนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ตัวเองหนีออกมาตามหาจุนซู แล้วชองยุนโฮก็มาพาเขากลับไป หลังจากนั้นเขาก็หนีออกไปอีก แต่ได้ไม่ไกลเท่าไหร่ เพราะร่างกายเริ่มจะไม่ไหวจึงต้องกลับไปนอนพักที่กระท่อม พอรู้สึกตัวอีกทีชองยุนโฮก็แบกเขาไว้บนหลังเพื่อพามาหาหมอ แล้วตอนนี้…

 

“พี่ชางมินนี่เก่งจริงๆ”

 

“เจ้ามันอ่อนหัดต่างหากล่ะ”

 

“พี่ใหญ่ใจร้าย”

 

“ฮ่าๆๆๆๆ”

 

โอ๊ยยยยยย นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!!!??

 

แจจุงลืมตาขึ้นมาจนได้ ลูกแก้วกลมโตสีดำสอดส่ายไปมา เขาเห็นเพดานไม้ที่ไม่คุ้นตา และจมูกก็เริ่มได้กลิ่นหอมอ่อนๆจากกำยานที่อยู่ในห้องนี้ เขารับรู้ได้ว่าตอนนี้เขาอยู่ในที่ใหม่ที่ไม่ใช่กระท่อมโกโรโกโส น่าจะเป็นห้องในบ้านของใครสักคนที่เขา… ไม่รู้จัก

 

เมื่อคิดได้ดังนั้นแจจุงรีบสะดุ้งตัวขึ้นทันที อาการปวดมึนตามร่างกายดูจะหายเป็นปลิดทิ้ง เขาไม่รู้ว่าชองยุนโฮไปไหน แต่จากเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่นี้ทำให้รู้ว่าคงอยู่ไม่ไกล ร่างโปรงบางรีบลุกขึ้นจากที่นอนก่อนจะร้องตะโกนออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าเสื้อผ้าของเขาถูกเปลี่ยนเป็นชุดใหม่

 

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก”

 

เสียงฝีเท้าโครมครามและเสียงเปิดประตูทำให้แจจุงรีบหันไปมองผู้มาเยือนด้วยดวงตาที่แทบจะถลนออกมาจากเบ้า “ชองยุนโฮ!!! เจ้าพาข้ามาทำอะไรที่นี่”

 

ยุนโฮที่มีสีหน้าตื่นตระหนกไม่แพ้อนยูที่วิ่งตามมาติดๆ ถึงกับอ้ำอึ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าองค์ชายแจจุงฟื้นตัวเร็วกว่าที่คิด ผิดกับชางมินที่แลดูจะสงบกว่าใครเพื่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า “ข้าต้องขออภัยท่านด้วยที่เอาชุดนี้มาสวมให้ท่าน แต่พอดีที่บ้านของข้าไม่ค่อยมีเสื้อผ้าผู้ชายมากนัก เพราะเราเองก็เพิ่งย้ายมาของยังขนมาไม่หมด ข้าถึงต้องยืมเสื้อผ้าจากแม่นางซอมาให้ท่านใส่ก่อน”

 

ยุนโฮกับอนยูนึกขอบใจชางมินที่ช่วยแก้ต่างให้ เพราะความจริงแล้วยุนโฮแค่อยากจะแก้เผ็ดองค์ชายให้เดินออกมากด้วยชุดเสื้อผ้าของผู้หญิงให้อับอายเล่น เขารู้ว่าวิธีนี้มันเด็กไปหน่อย แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อใครๆที่เห็นเขาแบกองค์ชายแจจุงเข้าเมืองมานึกว่าเป็นสามีภรรยากันทั้งนั้น ยุนโฮเลยถือคติเข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่งตาตามจึงสวมบทบาทเป็นสามีผู้น่าสงสารที่ต้องแบกร่างภรรยามาหาหมอไกลถึงเมืองเจินจู โดยที่ทิ้งน้องชายไว้ในกระท่อมกลางป่าคนเดียว มีท่านลงคนหนึ่งเกิดความสงสารจึงอาสานั่งเกวียนไปรับอนยูมาให้

 

“เจ้าเป็นใครกัน? ถึงได้กล้ามาทำกับข้าแบบนี้ รู้ไหมว่าข้าน่ะคือแจจุง…” ก่อนที่แจจุงจะหลุดปากพูดออกไปมากกว่านี้ยุนโฮก็รีบเอามือมาปิดปากเอาไว้ก่อน

 

“คือ เพื่อนข้าคนนี้เขาเป็นลูกผู้ดีตกยากเลยไม่ทิ้งนิสัยเดิม เขาชื่อแจจุงน่ะ ชื่อเหมือนองค์ชายเลยนะว่าไหม?” ยุนโฮเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนปัญญาอ่อน แต่ก็ดูท่าว่าชางมินจะไม่ติดใจอะไร ชายหนุ่มเพียงแค่แนะนำตัวเองว่าเป็นหมอ ชื่อชิมชางมิน แล้วก็ขอตัวไปเตรียมยาให้ท่านตากินก่อน หลังจากนั้นจะแวะเข้ามาใหม่

 

“ท่านจะพูดออกมาทำไมว่าทำเป็นใคร?? ขืนชางมินรู้พวกเราก็จบเห่หมดน่ะสิ” ยุนโฮหันมาพูดกระซิบกับองค์ชายที่ตอนนี้ทั้งดิ้นทั้งถีบให้ยุนโฮปล่อยมือ

 

“ตอนนี้เราอยู่เมืองเจินจูแล้วนะองค์ชาย ข้าว่าพวกเราต้องเปลี่ยนแผนแล้วล่ะ แต่จะให้เปลี่ยนชื่อคงน่าสงสัย ท่านจะต้องทำตัวให้เป็นผู้ดีตกยากมากกว่านี้สักหน่อยแล้วล่ะ” ยุนโฮพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทำให้แจจุงเริ่มจะสงบลงได้ อนยูรีบชะเง้อมองออกไปนอกห้องว่ามีใครอยู่บ้าง เพื่อที่เขาจะได้ปิดประตู แต่เด็กหนุ่มดันเหลือบไปเห็นท่านลุงคนใจดีที่นำเกวียนไปรับเขามาที่นี่ถือห่อผ้าที่ดูท่าทางจะเป็นกล่องใส่อาหารยืนอยู่หน้าบ้าน อนยูจึงกวักมือเรียกด้วยความดีใจ

 

“ชางมินไปไหนเสียล่ะ?” ชายร่างอ้วนถามพลางวางกล่องอาหารไว้บนโต๊ะ แล้วค่อยหันไปยิ้มให้ยุนโฮกับแจจุงที่ยืนกอดกัน(!?)ด้วยท่าทางประหลาดสิ้นดี

 

“พี่ชางมินไปเตรียมยาให้ท่านตาครับ”

 

“ถ้าอย่างนั้นฝากอาหารนี่ให้ชางมินด้วยก็แล้วกัน ให้พวกเจ้าด้วย แล้วก็เมียเจ้าน่ะบำรุงให้เยอะๆหน่อยคนเพิ่งหายป่วยต้องบำรุงให้ดี” ยุนโฮยิ้มรับแห้งๆ ในขณะที่รู้สึกได้ถึงแรงเหยียบลงบนหลังเท้าจากแจจุงที่แกล้งทำเป็นยิ้มแม้จะยังถูกปิดปากอยู่ก็ตาม

 

“ว่าแต่ท่านลุงครับงานอภิเษกก็ถูกยกเลิกไปแล้วทำไมทั้งเมืองยังทำเหมือนกับว่าจะมีงานมงคลอีกล่ะครับ?” อนยูยังคงไม่ทิ้งลายของความเป็นเด็กช่างจ้อถามขึ้น และนั่นเองก็ทำให้ยุนโฮอยากรู้ไม้แพ้แจจุงที่จ้องมองใบหน้าของชายร่างอ้วนด้วยความสนใจมากเช่นกัน

 

“สงสัยชางมินคงจะลืมบอกเจ้า งานอภิเษกขององค์หญิงถูฏล้มเลิกก็จริง แต่คนที่จะอภิเษกแทนน่ะ คือกษัตริย์มูกง กับองค์หญิงแจวอน ความจริงเป็นพระสนมน่ะไม่ต้องจัดงานยิ่งใหญ่นักหรอก แต่ก็อย่างว่าฝ่ายนั้นก็เป็นถึงองค์หญิงมีเกียรติมีศักดิ์ศรี จะให้เข้ามาอยู่ในวังเฉยๆได้อย่างไร จริงไหม?”

 

ยุนโฮเผลอปล่อยมือออกด้วยความตกใจ พร้อมๆกับร่างของแจจุงที่อ่อนปวกเปียกจนทรุดลงไปนั่งกับพื้น

.

.

.

การกลับมาถึงเมืองเจินจูในวันนี้เกิดความเปลี่ยนแปลงในแบบที่ยูชอนไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน

 

เมื่อตอนเที่ยงวันเขา จุนซู และซึงริ เดินทางมาถึงบ้านตระกูลปาร์ค ที่วันนี้แลดูเงียบเหงายิ่งกว่าทุกวัน เพราะไม่มีคนสวน ไม่มีสาวใช้ ไม่มีแม้แต่เสียงเอะอะโวยวายของยูฮวาน

 

และเมื่อเขาเดินเข้าไปในบ้านถึงเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น บรรดาคนสวน สาวใช้ หรือแม้กระทั่งยูฮวานต่างสวมชุดสีขาว นอกจากนี้ยังมีญาติพี่น้อง และคนรู้จักอีกมากมายเข้ามารวมตัวอยู่ในห้องไหว้บรรพบุรุษด้วยความโศกเศร้า

 

ยูชอนไม่รู้ว่าความรู้สึกเช่นนี้มันทรมานมากแค่ไหน คงเป็นเพราะเขาเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา ตลอดชีวิต และอาจจะตลอดไป

 

นับตั้งแต่ท่านจากไปได้ไม่กี่ปีท่านพ่อก็ตามไปด้วยอีกคน ผ่านเวลามาหลายปีจนถึงวันนี้เขาได้สูญเสียบุคคลสำคัญคนที่สาม คนที่เลี้ยงดูเขาราวกับเป็นบุตรชายแท้ๆ คนที่คอยแนะนำแนวทางในการดำเนินชีวิต คนที่คอยดูแลเอาใจใส่ยูฮวานแทนเขาที่มีภาระหน้าที่ใหญ่หลวงอยู่ตลอดเวลา

 

ณ บัดนี้ร่างของชายผู้นั้นได้กลายเป็นเพียงขี้เถ้าอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมใบหนึ่ง วางด้านหน้าป้ายชื่อสลักเสลาด้วยความวิจิตรงดงาม

 

ซึงริที่ทำการคำนับเสร็จเรียบร้อยก็ขอตัวลากลับบ้านก่อน จึงทำให้ในห้องนี้เหลือเพียงแค่ยูชอน ยูฮวาน และจุนซู

 

ดวงตากลมใสจับจ้องที่เสี้ยวหน้าขององครักษ์หนุ่มที่ยังคงยืนนิ่งเฉยด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย เขาไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไร ถ้าจะให้เดินออกไปเงียบๆ ก็คงจะเป็นการเสียมารยาท จุนซูจึงตัดสินใจเดินไปคำนับเถ้ากระดูกของหมอหลวงปาร์คจูฮวัง แล้วค่อยเดินไปบอกยูชอนว่าเขาจะรออยู่ด้านนอก แต่ยังไม่ทันได้เคารพเสร็จดี เสียงสั่นเครือของยูฮวานที่ตวาดใส่พี่ชายอย่างโกรธเกรี้ยวทำให้จุนซูหันหลังกลับไปมองแทบจะทันที

 

“ท่านลุงเสียแล้วท่านมัวไปทำอะไร!!!??? ท่านไปทำบ้าอะไรที่ไหน!!!???”

 

ยูชอนยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น เขาไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด ไม่มีแม้แต่ขอบตาที่แดงก่ำ แต่ใครเลยจะรู้ว่าหัวใจของเขาร่ำร้องอย่างเจ็บปวดสุดแสน…

 

“เสียแรงที่ท่านลุงรักท่าน ท่านมันคนไม่มีหัวใจ ข้าเกลียดท่านพี่ใหญ่ ข้าเกลียดท่าน!!!!!”

 

เสียงประตูที่ปิดอย่างแรงทำให้จุนซูถึงกับสะดุ้ง เขามองใบหน้าอันหล่อเหลาของยูชอนด้วยความรู้สึกหลายอย่างผสมกันไป ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดยูชอนถึงไม่แสดงความรู้สึกใดๆออกมาเลย จะร้องไห้ก็ได้ จะโวยวายก็ได้ แต่เขากลับไม่ทำอะไรนอกจากยืนอยู่อย่างนั้น

 

“ข้าจะออกไปรอท่านข้างนอก” ในที่สุดจุนซูก็ตัดสินใจได้ว่าเขาควรจะปล่อยให้ยูชอนนั่งทบทวนความรู้สึกของตัวเอง แต่ยูชอนกลับคว้าแขนของจุนซูเอาไว้ แล้วบอกให้ทำความเคารพท่านลุงของเขาให้เสร็จก่อน

 

“ข้าไม่หนีท่านหรอกวางใจได้” จุนซูว่าพลางจะก้าวเดินไป แต่ยูชอนกลับไม่ปล่อย

 

“ก็ได้”

 

ยูชอนก้มลงคำนับพร้อมจุนซู จนร่างเล็กทำท่าคำนับเสร็จเรียบร้อย แต่ยูชอนก็ยังไม่ลุกขึ้น หน้าผากของเขาแตะลงบนพื้นนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น ทำให้จุนซูรู้สึกสะเทือนใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

 

ไม่ร้องไห้ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่เสียใจ

 

จุนซูลืมไปแล้วชั่วขณะหนึ่งว่าเขากับยูชอนเป็นศัตรูกัน แต่ช่างปะไรในเมื่อคู่ต่อสู้กำลังอ่อนแอ เขาเองก็ไม่ชอบใช้วิธีสกปรกเช่นนั้นด้วย มือเล็กแตะเบาๆลงบนไหล่กว้างนั้นด้วยความรู้สึกเห็นใจ ก่อนจะต้องรีบชีกมือกลับด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่ามีหญิงสาวผู้หนึ่งเปิดประตูเข้ามา

 

ทำไมจะต้องตกใจด้วย? เราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย?

 

ถึงจะคิดเช่นนั้นจุนซูก็ยังเผลอเอามือตัวเองมาถูกันแน่นอยู่ดี

 

“ยูชอน ข้าเพิ่งกลับมาเพิ่งจะทราบเรื่อง ขอแสดงความเสียใจด้วยนะ” หญิงสาวแสนสวยคุกเข่าลงด้านข้างของยูชอนก่อนที่มือบอบาบางนั้นจะวางลงบนไหล่ของชายหนุ่มด้วยความห่วงใย

 

จุนซูเห็นอย่างนั้นแล้วเกิดความรู้สึกว่าตัวเองจะต้องหลบฉาก แต่เหมือนว่าจะไม่ทันเสียแล้ว เมื่อยูชอนเงยหน้าขึ้นหันมาสบตาเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า แต่ก็สะกดให้เขาต้องนั่งอยู่ตรงนั้นเช่นกัน

 

“ท่านผู้นี้คือ?”

 

“เขาชื่อคิมจุนซู เป็นผู้ติดตามของข้าเอง จุนซูนี่คุณหนูปาร์คมินยอง”

 

ใบหน้าสวยหวานเผยรอยยิ้มเป็นการทักทายจุนซูเล็กน้อยก่อนที่นางจะหันไปพูดกับยูชอนต่อ “ข้าเสียใจด้วยนะ”

 

“ไม่เป็นไร”

 

มินยองตบบ่าของยูชอนเบาๆ แล้วนางก็เดินไปคำนับเถ้ากระดูก จากนั้นร่างบอบบางน่าทะนุถนอมก็เดินเข้ามาหายูชอนกับจุนซูอีกครั้ง กลิ่นหอมอ่อนๆจากหญิงสาวทำให้นางดูมีเสน่ห์ชวนมอง คุณหนูมินยองผู้นี้ทั้งสวย ทั้งน่ารัก จุนซูเดาเอาว่านางคงจะเป็นคนรักยูชอน แต่จะว่าไปแล้วกิริยาท่าทางของยูชอนที่มีต่อนางนั้นแลดูไม่เหมือนคนที่มีใจสิเน่หาต่อกันเลยสักนิด อาจเป็นเพราะเขากำลังโศกเศร้าอยู่ก็เป็นได้

 

“แล้วพรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่นะ” มินยองพูดก่อนจะโค้งคำนับให้จุนซู

 

“อย่ามาอีกจะดีกว่า ข้าไม่อยากให้ว่าที่คู่หมั้นของเจ้าเข้าใจผิด” น้ำเสียงเย็นชาของยูชอนทำให้จุนซูถึงกับมองใบหน้าหล่อเหลานั้นอย่างไม่เชื่อหู เพราะเหตุใดถึงได้พูดจาตัดรอนกับอิสตรีอย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้ ถึงนางจะมีคู่หมั้นหรือไม่มี ยูชอนก็ไม่ควรปฏิเสธมิตรภาพที่นางหยิบยื่นให้ด้วยการวางท่าเย็นชาใส่ จุนซูคิดค่อนขอดในใจ แต่มินยองก็ยังคงยิ้มให้ยูชอน แม้จุนซูจะแอบเห็นนางน้ำตาคลอ

 

“พรุ่งนี้ข้าจะชวนเขามาด้วย พอดีเราสองคนเพิ่งกลับมาจากเมืองโยชานไปจัดการเรือนหอน่ะ”

 

นางพูดจบแล้วก็เดินจากไปโดยมีจุนซูมองตามไปตลอด เขาพอจะเดาได้ว่ามินยองน่าจะเคยมีใจให้ยูชอนมาก่อน นางถึงได้แสดงความห่วงใยออกมามากมายเช่นนี้ จุนซูมัวแต่คิดอะไรเพลินๆจึงไม่ทันสังเกตว่ายูชอนเดินไปหยิบเถ้ากระดูกของท่านลุงที่เสียชีวิต ก่อนจะเปิดฝากล่อง แล้วหยิบเถ้ากระดูกโปรยออกไปนอกหน้าต่าง ทำให้จุนซูร้องออกมาด้วยความตกใจ

 

“นี่ท่านทำบ้าอะไรเนี่ย!!?? หยุดนะ!!”

 

“ท่านลุงรักบ้านหลังนี้มาก ท่านเคยบอกกับข้าว่าให้โปรยเถ้ากระดูกรอบๆบ้าน”

 

ยูชอนพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มเหมือนเช่นเคย แต่ไม่รู้เพราะอะไรจุนซูถึงได้หดหู่ใจมากมายเช่นนี้

 

 

 

TBC.

 

 

 

 

 

 

Talk

ช่วงนี้งานเยอะมาก ไม่รู้ว่าจะมีใครอ่านอีกมั้ย ถ้ายังอ่านกันอยู่ก็ขอบคุณนะคะ ถึงเนื้อเรื่องจะออกทะเลไปเยอะ แต่อยากให้ทุกคนถือว่าอ่านเอามันแล้วกันเนอะ ๕๕๕+

 

ปล.สำนวนการแต่งแย่มาก T^T

Comment

Comment:

Tweet

ไรเตอร์โทษทีมาอ่านช้าไปหน่อย แหะ แหะ
พาร์ทนี้ยาวเหมือนกัน แต่ทำไมเหมือนอ่านแป๊ปเดียว
ยุนแจยังกัดกันต่อไป
แต่ยูซูคืบหน้าไปเล็กน้อย
จะยังไงก็แล้วแต่ น้องจุนก็ยังมีจิตใจดีงาม
ตอนนี้แจบอกรักน้องตอนหลับ
มันให้ความรู้สึกขนลุกอ่ะ
แบบเราก็ไม่รู้นะว่ารักแบบไหน
แต่มันให้ความรู้สึกมากๆเลยไรเตอร์
สงสารมิคอ่ะ คำสาปอะไรนั่นอีก
แม้ภายนอกมิคจะเย็นชา
แต่กับน้องเราว่ามิคเปิดใจให้ที่สุดแล้วอ่ะ
รออ่านพาร์ทหน้านะไรเตอร์

#4 By chebi (124.120.123.179) on 2011-02-12 16:46

T ^ T ตอนนี้ดราม่าอย่างร้ายกาจ
ตัวละครแต่ละตัว .. มีแต่เรื่องให้ดราม่าน้ำตาไหลทั้งนั้นเลยค่ะ T T

แต่แอบมีช็อตน่ารักๆนิดนึงเน๊อะ ^^
ตอนที่คิมจุนเอาผ้าห่มคลุมตาปาร์คอ่ะค่ะ
หวั่นไหวไหมคะ? ปาร์ค ยูชอน ?? ๕๕

แล้วมินยองมาได้ไง ??
งื่ออออ .. อย่ามาเป็นก้าง YOOSU น๊าาาา เค้าไม่ยอมจริงๆนะเออ
ถึงจะสวย ถึงจะน่ารัก แต่อย่ามายุ่งกับปาร์คนะคะ =_='
สำหรับปาร์ค ยูชอนคนนี้นี้ มีไว้ให้คิม จุนซูค่ะ อิยะฮ่ะฮ่ะ

**แสดงว่า .. ปาร์คกับมินยองอาจจะเคยชอบกันมาก่อนนะนี่
แต่อาจจะเพราะมินยองต้องไปแต่งงาน ปาร์คเลยต้องทำใจตัดขาด
(เดากันไปอีกแล้วค่ะ ๕๕)

ติดตามต่อไปนะคะ ^^ ไรเตอร์สู้ๆคร๊าาาา ><V .. cry

#3 By KAEW (202.28.78.139) on 2011-02-04 21:43

มันดราม่ามากนะตอนนี้
สงสารแจวอนเหมือนกันนะเนี่ย
แต่ก็ต้องยอมเสียสละเพื่อบ้านเมืองล่ะนะ
แจก็คงจะรู้สึกผิดเหมือนกันล่ะ

ปาร์กก็เสียคนสำคัญไปอีกหนึ่งแล้ว
แล้วกฎของบ้านก็ทำร้ายจิตใจมาก >':

รอต่อนะคะ

#2 By U-Ro (125.24.102.183) on 2011-02-01 18:47

รุสึกเหมือนตัวเองไม่ได้อ่านนาน ลืมเลือนเนื้อเรื่องไปบ้าง แต่พอจำได้คร่าวๆ ตอนนี้ช่างหดหู่จิงๆ
เศร้าทั้งแจ ที่คงรุสึกผิดมากที่หนีออกมาแล้วพี่ต้องรับกรรมแทน แล้วยังปาร์คทีสูญเสียอีก อ่านแล้วมันวูบโหวงยังไงก็ไม่รุ เศร้าไปกับเนื้อเรื่องเลย แต่ชอบนะคะ ภาษาสวย บรรยายได้ดี มาอัพต่อนะคะ เนื้อเรื่องไม่ออกทะเลหรอกค่ะ ยังโยงเชื่อมกันอยู่ ^-^

#1 By normie (124.122.139.14) on 2011-01-30 00:05

akabane View my profile