[Fic] Secret Letter (비밀 편지) - Part4

posted on 20 Nov 2010 22:31 by junghyeae in Fic-SecretLetter

Secret Letter 

 

Author :  junghyeae (akabane)  

 

Paring : YooSu / YunJae / Changmin

 

Rate : PG-13

 

 

คำเตือน ฟิกเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น เหตุการณ์และสถานที่ต่างๆ เป็นเรื่องสมมุติไม่ได้เกิดขึ้นจริงและผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆในเรื่องนี้ ส่วนเนื้อหาทั้งหมดเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายรักชาย(Boy'sLove) หากไม่ชอบก็ปิดไปได้เลยค่ะ ^__^

 

 

 

Part4

 

 

 

อาหารที่วางเรียงกันสองสามอย่างบนโต๊ะมิได้ทำให้องค์ชายอยากลิ้มลองรสชาติของมันแต่อย่างใด ดวงตากลมโตทอดสายตาออกไปมองด้านนอกกระท่อมด้วยจิตใจที่ล่องลอย ถึงแม้ยุนโฮจะย้ำนักย้ำหนาว่าคนที่ไปรับจุนซูนั้นไว้วางใจได้ แต่การที่ต้องหนีออกมาท่ามกลางกองไฟแบบนั้นจะไม่ให้เป็นห่วงมันก็คงกระไรอยู่ และยุนโฮเองก็คงกังวลเรื่องนี้เช่นกันถึงได้เอาแต่เขี่ยข้าวในถ้วยไปมาโดยที่เจ้าตัวไม่ได้กินมันเลยแม้แต่คำเดียว

 

“กินไม่ลงเว่ย!!” มือกร้านตบโต๊ะเสียงดังจนคนที่นั่งร่วมด้วยอีกสองคนถึงกับสะดุ้ง

 

“อ้าว!! พี่ใหญ่เป็นคนบอกเองนี่ว่ากองทัพมันต้องเดินด้วยท้อง” อนยูที่ดูจะเป็นคนมีความสุขที่สุดพูดขึ้นในขณะที่ข้าวยังอัดแน่นอยู่เต็มปาก

 

ใบหน้าหล่อเหลาเบือนหนีไปทางอื่นอย่างไม่สบอารมณ์ จริงอย่างที่อนยูบอกว่าเขาเป็นคนพูด แต่ในสถานการณ์แบบนี้จะให้มานั่งใจเย็นเอาข้าวยัดลงท้องโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรมันคงเป็นเรื่องยาก 

 

“ข้าจะออกไปรอจุนซูข้างนอกนะ”

 

“ข้าไปด้วย”

 

แจจุงลุกขึ้นยืนแทบจะในทันที และดูเหมือนว่ายุนโฮที่มีสีหน้าเคร่งขรึมจะไม่พูดจาขวางหูให้เขาต้องหงุดหงิดใจเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

.

.

.

“ท่านเป็นใคร?”

 

“เป็นสหายของยุนโฮ”

 

จุนซูนิ่งเงียบกับคำตอบที่ได้รับ เขาพยายามจะเชื่อเหลือเกินว่ายุนโฮมีเพื่อนที่ลักษณะท่าทางแบบนี้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจจะบังคับจิตใจให้คิดไปอย่างนั้นได้ เพราะตั้งแต่รู้จักกันมาเพื่อนสนิทของยุนโฮก็มีแค่เขา กับอนยูสองคน หรือจะเป็นเพื่อนใหม่ที่รู้จักกันในช่วงที่เขาไปอาศัยอยู่ในวังหลวง แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ทำไมทุกครั้งที่เขากลับไปเยี่ยมท่านป้าที่บ้าน ยุนโฮถึงไม่เคยเล่าเรื่องสหายผู้นี้ให้เขาฟังเลยล่ะ

 

นัยน์ตากลมใสจับจ้องที่แผ่นหลังกว้างด้วยความหวาดระแวงเล็กน้อย เพราะเขายังไม่อยากถูกใครก็ไม่รู้ฆ่าตายเสียก่อนจะได้เจอกับองค์ชายแจจุง แต่จะว่าไปแล้วเขาเองที่เป็นคนยอมตามชายผู้นี้มา ถ้าจะถูกหลอกคงต้องโทษที่ตนดันซื่อ และเชื่อคนง่ายจนเกินไป ฉะนั้นเพื่อความไม่ประมาทเขาจึงแอบดึงมีดสั้นที่เหน็บตรงสายคาดเอวเอามาถือไว้ เผื่อมีอะไรฉุกเฉินจะได้ป้องกันตัวเองได้

 

“เล่นกับของมีคมมันอันตรายนะ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่รู้จักใช้มัน”

 

ใบหน้าอ่อนเยาว์เหมือนเด็กหนุ่มวัยแรกรุ่นฉายแววตื่นตระหนกขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าตนถูกจับได้

 

“ข้าไม่ฆ่าเจ้าหรอกน่า เพราะถ้าข้าจะทำจริงๆป่านนี้เจ้าคงเป็นศพถูกทิ้งข้างทางไปนานแล้ว” ชายผู้นั้นหัวเราะออกมาเบาๆ

 

“จะให้ข้าเชื่อได้อย่างไร ในเมื่อพี่ยุนโฮไม่เคยเอ่ยปากถึงสหายแบบท่าน”

 

คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับไปมองจุนซูที่ตอนนี้นอกจากจะไม่ยอมเดินตามมาแล้ว แววตาที่จ้องมองมายังเจือไปด้วยความสงสัยใคร่รู้

 

“มิน่าล่ะ ชองยุนโฮถึงได้ทั้งรัก ทั้งหวงเจ้า”

 

ริมฝีปากหยักคลี่ยิ้มออกมาบางๆ ในขณะที่จุนซูรู้สึกหน้าชาอย่างบอกไม่ถูก จริงอยู่ที่ยุนโฮเอ็นดูเขาประดุจดั่งน้องชาย และเขาเองก็ตระหนักถึงความจริงในเรื่องนี้ดี แต่การที่คนนอกอย่างบุรษชุดดำผู้นี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงคล้ายกระเซ้าเย้าแหย่นั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นเด็กน้อยที่พึ่งพาตนเองไม่ได้จนต้องลำบากให้ยุนโฮคอยช่วยเหลือ

 

“ข้ากับพี่ยุนโฮเราเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน เขาจึงห่วงใยข้าเป็นธรรมดาอยู่แล้ว”

 

“ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไรเจ้านี่ ที่พูดออกไปแบบนั้น เพราะดูจากลักษณะภายนอกแล้วเจ้ายังเด็กนัก อีกทั้งยุนโฮคอยกำชับนักกำชับหนาว่าข้าต้องคอยดูแลเจ้าให้ดี แต่พอได้พบปะพูดคุยไม่กี่ประโยคข้าก็รู้แล้วว่าคิดผิด เจ้าเป็นคนฉลาด และดูท่าทางจะเอาตัวรอดเก่งใช่ย่อย”

 

จุนซูเขินนิดๆเมื่อถูกชมซึ่งหน้า แต่เขาก็ยังตีสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร บุรุษชุดดำหัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนจะเดินนำไปตามทางเพื่อตรงไปยังกระท่อมที่ยุนโฮนัดแนะให้มาเจอ ระหว่างทางจุนซูพยายามสังเกตว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ มือเล็กปัดป่ายไปตามเถาวัลย์ที่ห้อยลงมาเบาๆ ในขณะที่พยายามก้าวขาให้ทันบุรษชุดดำที่เดินลัดเลาะอย่างคล่องแคล่วว่องไวจนเขาตามไม่ค่อยจะทัน

 

“ท่าน… ท่านชุดดำ”

 

ร่างที่เดินนำหน้าหยุดชะงักตามเสียเรียกก่อนจะหันกลับไปมอง “อะไรกัน? หมดแรงแล้วรึ?”

 

จุนซูหอบหายใจเล็กน้อยพลางวางมือทั้งสองข้างลงบนหัวเข่าแล้วพูดว่า “ขอโทษที่เสียมารยาท แต่ใจคอท่านจะไม่บอกชื่อเสียงเรียงนามให้ข้ารู้เชียวหรือ?”

 

“จะรู้ไปทำไม? อีกไม่กี่ชั่วยามเราก็ต้องลาจากกันแล้ว”

 

คิ้วเรียวขมวดมุ่นในขณะที่ชายหนุ่มร่างสูงกว่าเอาแต่ยืนยิ้มละไม แต่จุนซูก็ไม่ละความพยายาม เขาจึงตัดสินใจนั่งลงบนพื้นก่อนจะจ้องตาอีกฝ่ายราวกับเป็นการท้าทาย

 

“ถ้าไม่บอก ข้าก็ไม่ไป”

 

“ข้าลากแขนเจ้าไปก็ได้” ชายชุดดำไม่พูดเปล่า เขารีบเดินก้าวเท้าตรงเข้ามาก่อนจะฉวยเอาท่อนแขนจุนซูที่ตอนนี้ทำหน้าเหรอหราด้วยความตกใจ

 

“เฮ้!!!” จุนซูร้องเสียงหลง

 

“เรามีเวลาไม่มากนัก”

 

ผู้ที่อ้างว่าเป็นสหายของยุนโฮเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยความจริงจัง ทำให้จุนซูเผลอกลืนน้ำลายลงคอด้วยความรู้สึกหวั่นเกรง จริงอยู่ที่เขาพอมีวิชาป้องกันตัวเล็กน้อย แต่ถ้าหากต้องรับมือกับชายชุดดำผู้นี้เห็นทีว่าเขาคงได้นอนเป็นศพข้างทางอย่างที่เคยคิดไว้เป็นแน่

 

“ก็ได้” ร่างเล็กลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากพูดอะไร เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นจากอีกฝากหนึ่งทำให้เขาต้องยืนเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ส่วนบุรุษชุดดำนั้นรีบชักดาบออกจากฝักทันที

 

“มันมากันสองคน” เสียบแหบเล็กของจุนซูเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา เสียงฝีเท้าเริ่มดังขึ้น พอๆกับเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ จุนซูพยายามเพิ่งสายตามองไปยังต้นเสียงโดยใช้แสงจันทร์เป็นตัวช่วย ชายหนุ่มเห็นเงาตะคุ่มอยู่ตรงพุ่มไม้ เขานึกภาวนาในใจขอให้เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่องครักษ์จากเมืองเจินจู มือเล็กดึงมืดสั้นมาเตรียมไว้เพื่อป้องกันตัว ในขณะที่ชายชุดดำเคลื่อนตัวอย่างว่องไวตรงไปยังเงาที่พุ่มไม้ก่อนจะหันกลับมาตวัดดาบเข้าใส่ผู้มาเยือนตรงหน้าด้วยความรวดเร็ว

 

ฟั่บ!!!!

 

“เฮ้ย!!! ใจเย็นๆ นี่ข้าเอง” ผู้มาเยือนถอยรูดไปทางด้านหลังอย่างฉิวเฉียด ใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษชุดดำดูจะชะงักงันไปเล็กน้อย แต่ในที่สุดเขาก็คลี่ยิ้มออกมาทันที

 

“เจ้าเกือบขอขาดซะแล้วยุนโฮ”

 

“ยังดีที่ข้ามีฝีมือหลบทันคมดาบของเข้า จุนซูอยู่ไหนล่ะซีวอน?”

 

ทันทีที่ได้ยินชื่อของอีกฝ่ายจุนซูก็รู้ทันทีว่าบุรุษชุดดำผู้นี้ คือ เชวซีวอน จอมโจรห้าหุบเขาผู้เลื่องชื่อ มิน่าล่ะเขาถึงไม่อยากเปิดเผยนามให้ใครรับรู้ ว่าแต่ยุนโฮไปรู้จักสนิทสนมกับคนประเภทนี้ได้อย่างไร?

 

“จุนซู!!”

 

ยังไม่ทันจะได้หาคำตอบจากข้อสงสัย น้ำเสียงของคนคุ้นเคยร้องเรียกชื่อของเขาทำให้จุนซูต้องละสายตาหันกลับไปมองใบหน้าอ่อนหวานราวกับอิสตรีด้วยความรู้สึกเต็มตื้นในหัวใจ

 

“องค์ชาย”

 

ร่างโปร่งบางขององค์ชายผู้สูงศักดิ์วิ่งตรงเข้ามาสวมกอดคนที่ตนเป็นห่วงอย่างแนบแน่น ซีวอนมองภาพนั้นสลับกับใบหน้าของยุนโฮที่ดูจะเจื่อนลงเล็กน้อยแล้วก็แอบอมยิ้ม

 

“ปวดใจรึ?”

 

“หนวกหูน่า!!!” ยุนโฮว่าพลางทำเป็นพ่นลมหายใจทางจมูกด้วยความหงุดหงิด ร่างสูงรีบสาวเท้าตรงไปยังสองคนที่ตอนนี้ยืนกอดกันกลมโดยมีซีวอนมองตามไปพลางกลั้นหัวเราะ

 

“ข้าว่าเรารีบไปกันเถอะ” ยุนโฮเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จุนซูได้ยินอย่างนั้นจึงคลายตัวออกจากอ้อมแขนขององค์ชายแจจุง ใบหน้าหวานเกลี้ยงเกลาเจือไปด้วยรอยยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นสีหน้าที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจของเจ้านายผู้สูงศักดิ์

 

“จริงอย่างที่พี่ยุนโฮบอก องค์ชาย ข้าอยากให้พวกเรารีบๆเดินทางไปให้ไกลที่สุด เพราะข้าไม่เชื่อว่าองครักษ์จากเจินจูจะปล่อยข้าไปง่ายๆ ป่านนี้เขาคงรีบแกะรอยตามมาแล้ว”

 

“ถ้าอย่างนั้นเราไปกันเถอะ” แจจุงพูดพลางเดินนำจุนซูให้ตามไป โดยที่ไม่ลืมปรายหางตามองยุนโฮที่ตอนนี้ทำหน้าเฉยเมยเสียจนน่ายั่วโมโหนัก

 

ซีวอนมองตามแผ่นหลังของสองบุรุษจากวังหลวงที่เดินนำหน้าไปก่อนจะเหลือบสายตาไปมองยุนโฮที่ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย เขาเดินตรงเข้าไปตบบ่าสหายเบาๆ ในขณะที่จุนซูเองก็หันหลังกลับมามองพวกเขาทั้งสองคนเช่นกัน

 

“เจ้าเองก็เป็นห่วงเขา แต่มายืนปล่อยให้คนอื่นทำคะแนนตัดหน้าได้อย่างไรกัน?”

 

เมื่อได้ยินคำพูดของสหาย ใบหน้าหล่อเหลาได้รูปก็ระบายไปด้วยรอยยิ้มจางๆ

 

 

 

 

 

กลิ่นหอมอ่อนๆของสมุนไพรไม่ได้ช่วยทำให้อาการป่วยขององค์หญิงรัชทายาทหายเร็วขึ้น แต่ฮวายงก็พยายามจนสุดความสามารถแล้ว

 

ริมฝีปากสีแดงจัดเพราะพิษไข้ยิ่งทำให้ผิวขององค์หญิงอึนฮาขาวซีด พระเนตรหรี่ปรือเล็กน้อยเนื่องจากไอร้อนจากพระวรกาย ทั้งๆที่วันนี้องค์หญิงจะต้องสวมฉลองพระองค์สำหรับการอภิเษกแท้ แต่ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุอันใดอาการป่วยเป็นไข้หวัดถึงได้เกิดขึ้นในตอนเช้าตรู่

 

ฮวายงมองใบหน้าอ่อนหวานนั้นสักพักแล้วก็ถอนหายใจ เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนหน้านี้มีคนมาแจ้งข่าวร้ายว่าหมอหลวงปาร์คฮันจงเสียชีวิตแล้ว ฮวายงถึงกับตกใจจนเกือบจะเป็นลม แต่โซคดีที่ตั้งสติได้ทัน เพราะถ้าพระพี่เลี้ยงขององค์หญิงรัชทายาทเป็นอะไรไปอีกคนคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่นัก

 

หญิงสาวหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้พลางชะเง้อมองหานางกำนัลคนที่ใช้ให้ไปเอาน้ำมาเช็ดพระวรกายขององค์หญิงอย่างใจจดใจจ่อ และในที่สุดนางกำนัลผู้นั้นก็เข้ามา พร้อมกับพาใครคนหนึ่งที่ฮวายงไม่รู้จักเข้ามาด้วย

 

“นี่คือคุณหมอชิมเจ้าค่ะ เขาจะมาถวายการรักษาให้กับองค์หญิง”

 

ดวงตากลมสวยฉายแววฉงนเล็กน้อยเมื่อเห็นหมอชิมที่นางกำนัลพามานั้นดูจากลักษณะภายนอกแล้วน่าจะอายุพอๆกับนาง หรือไม่ก็อ่อนกว่าสักปีสองปี ฮวายงไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดพระมเหสีถึงได้ส่งชายหนุ่มคนนี้มาถวายการรักษาองค์หญิงรัชทายาทผู้เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจ  

 

ร่างสูงโค้งตัวให้นางด้วยความนอบน้อม ฮวายงที่มัวแต่คิดอะไรเพลินๆอยู่จึงรีบโค้งกลับด้วยท่าทีเงอะงะ แต่กระนั้นหญิงสาวก็ยังมีรอยยิ้มน้อยๆเจืออยู่บนใบหน้าตามมารยาทที่ได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดี หมอชิมเดินตรงไปยังข้างที่บรรทมขององค์หญิงอึนฮา พลางจับชีพจรตรงข้อมือขาวบางก่อนจะหันไปบอกนางกำนัลให้ช่วยเอาน้ำร้อนมาให้ ฮวายงได้แต่ยืนมองเงียบๆ แต่ก็พลางสังเกตอากัปกิริยาท่าทางคล่องแคล่วของหมอหนุ่มด้วยความสนอกสนใจ

 

แววตาแบบนี้เคยเห็นที่ไหนกันนะ?

 

“แม่นาง”

 

“มีอะไรหรือคะ?” ฮวายงขานตอบ

 

“ช่วยพยุงองค์หญิงให้หน่อยขอรับ”

 

หญิงสาวเดินตรงไปนั่งข้างที่บรรทมก่อนจะช้อนพระวรกายขององค์หญิงให้ลุกขึ้นนั่ง หมอชิมเอาหญ้าแห้งสมุนไพรที่ฮวายงไม่รู้จักใส่ลงในน้ำร้อน ก่อนจะบอกนางกำนัลว่าขอถ้วยชาเพื่อตักน้ำให้องค์หญิงดื่ม ฮวายงมัวแต่มองหน้าของหมอหนุ่มจนเพลิน เลยทำให้สายตาประสานเข้ากันพอดี หมอชิมมองตอบพลางยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตร ส่วนฮวายงแลดูจะเก้อเขินเล็กน้อยเมื่อได้สบตากันตรงๆ หญิงสาวจึงทำเป็นมองตามหลังนางกำนัลที่เดินกลับมาจากการไปเอาถ้วยชา หมอชิมเห็นนางกำนัลเดินมาจึงขอช่วยให้ป้อนน้ำผสมสมุนไพรให้แก่องค์หญิง หลังจากที่ดื่มน้ำแล้ว ฮวายงก็ค่อยๆวางองค์หญิงลงบนที่บรรทมอย่างเบามือ

 

“อีกประมาณสองชั่วยามไข้จะลดลงจนเป็นปกติ ระหว่างนี้ขอให้แม่นางช่วยเก็บน้ำสมุนไพรนี้ไว้ก่อนนะขอรับ พอองค์หญิงตื่นบรรทมแล้วให้พระองค์ดื่มน้ำอีกสักสองถ้วยชาพรุ่งนี้พระวรกายก็จะกลับมาแข็งแรงดังเดิม” หมอชิมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ

 

“ขอบคุณท่านมากนะคะ”

 

หมอชิมโค้งศีรษะเป็นการตอบรับก่อนที่เขาจะสะพายย่ามที่พกติดตัวมาแล้วลุกเดินออกไปโดยมีนางกำนัลตามไปส่ง ฮวายงหันไปมองพระพักตร์ขององค์หญิงอึนฮาที่ตอนนี้ดูไม่ซีดเซียวเหมือนตอนแรกก็รู้สึกโล่งใจ มือบางดึงผ้าห่มพระวรกายให้สูงขึ้น ก่อนจะเรียกนางกำนัลอีกคนที่นั่งอยู่ในห้องเข้ามาช่วยกันจัดเตรียมฉลองพระองค์ให้แก่องค์หญิงสำหรับวันอภิเษกสมรส

 

“จีซุก”

 

“เจ้าคะ?”

 

“หมอชิมคนนั้นเป็นใครกัน?” ฮวายงเอ่ยถามสิ่งที่ตนสงสัย

 

“ข้าได้ยินมาว่าเขาเพิ่งย้ายมากับตาของเขาจากทางตอนเหนือน่ะเจ้าค่ะ รู้สึกว่าจะเป็นพวกหมอจากเมืองชินโจ”

 

“เมืองชินโจ?”

 

“เจ้าค่ะ”

 

ฮวายงนึกครุ่นคิดอยู่ในใจ เมืองชินโจอย่างนั้นหรือ? นางเคยได้ยินว่าเมืองนี้มีหมอเทวดาอยู่หลายคน มันคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่พระมเหสีจะเลือกหมอชิมคนนี้มาถวายการรักษา จะว่าไปแล้วชายหนุ่มผู้นี้ดูลักษณะท่าทางออกกระเดียดไปทางคุณชาย ถึงแม้ผิวพรรณจะไม่ขาวผ่อง แต่กลับเนียนสวยราวกับลูกผู้ดีอย่างไรอย่างนั้น

 

“แต่เขาอายุยังน้อยอยู่เลยนะ พระมเหสีทรงไว้พระทัยให้เขามาถวายการรักษาองค์หญิงได้อย่างไร?”

 

“เป็นเพราะหญ้าสมุนไพรเจ้าค่ะ ข้าได้ยินพระมเหสีตรัสว่าคนที่รักษาอาการป่วยด้วยหญ้าสมุนไพรได้ แสดงว่าคนผู้นั้นต้องเป็นหมอที่เก่งมาก อีกอย่างหมอชิมก็รูปงาม พูดจาเฉลียวฉลาด พระมเหสีจึงถูกชะตาเจ้าค่ะ”

 

“ข้าว่าตรงรูปงามน่ะ เจ้าเติมเองมากกว