[Fic] Secret Letter (비밀 편지) - Part3

posted on 01 Jun 2010 08:28 by junghyeae in Fic-SecretLetter

Secret Letter (비밀 편지)


Author :  junghyeae (akabane)  

 

Paring : YooSu / YunJae / Changmin

 

Rate : PG-13


คำเตือน ฟิกเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น เหตุการณ์และสถานที่ต่างๆ เป็นเรื่องสมมุติไม่ได้เกิดขึ้นจริงและผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆในเรื่องนี้ ส่วนเนื้อหาทั้งหมดเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายรักชาย(Boy'sLove) หากไม่ชอบก็ปิดไปได้เลยค่ะ ^__^

 

 

***อันนี้ลืมบอกไป(เผื่อมีคนงง) นางกำนัล , นางข้าหลวง , นางใน มีความหมายเหมือนกันนะคะ 

 

 

Part3


 

 

เสียงหัวใจเต้นโครมครามราวกับจะหลุดออกมาจากอกทันทีที่ได้ยินเสียงใครบางคนเลื่อนบานประตูเปิดออก จุนซูพยายามวางมาดนิ่งนั่งหันหลังให้กับฉากกั้นห้องที่คิดว่าพอจะทำให้เขาดูเป็นองค์ชายได้อย่างไม่ขัดตา แต่กระนั้นมือเล็กกลับเผลอกำชายเสื้อแน่น เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆอย่างน่าหวั่นใจ หากคนที่เข้ามาเป็นองค์ราชา หรือองค์หญิงแจวอนแล้วล่ะก็ เขาคงต้องรีบหาทางทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้ตนถูกจับได้ แต่ยังไม่ทันจะรวบรวมความคิด เสียงฝีเท้านั้นกลับหยุดชะงักลงหลังฉากกั้นห้องพอดี จึงทำให้รู้ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นมิใช่บุคคลอันตรายหมายเลขหนึ่ง หรือสองอย่างที่เขาวิตกจริตไปเองตั้งแต่แรก

 

"พระมเหสีเสด็จมาเพคะ"

 

นางกำนัลประจำตำหนักเพียงแค่เดินเข้ามารายงานเหมือนปกติทุกครั้ง แต่จุนซูกลับรู้สึกได้ตามสัญชาตญาณว่าการมาเยือนของพระมเหสีในวันนี้มิใช่เรื่องธรรมดา เพราะร้อยวันพันปีองค์ชายแจจุงกับพระนางแทบจะไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากมายนัก ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องแปลกพอดูที่เกิดนึกอยากมาพบหน้ากันด้วยเหตุผลอันใดก็มิอาจทราบได้

 

"เอ่อ... แค่กๆ ให้นางเข้ามา"

 

"เพคะ"

 

จุนซูแกล้งทำเป็นกระแอมไอ เพราะเขาที่ปลอมตัวเป็นองค์ชายนั้นได้โกหกพวกนางกำนัลว่าตนรู้สึกไม่ค่อยสบายเลยไม่อยากให้ใครรบกวน โดยจะแต่งตัวในห้องกับพระพี่เลี้ยงคนสนิทแค่สองคนเท่านั้น แม้ในใจนึกหวั่นว่าพวกนางอาจสงสัยในน้ำเสียงของเขาที่มีลักษณะต่างจากองค์ชายมาก แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครเอะใจเลยสักคน จึงทำให้แผนการดำเนินไปได้อย่างราบรื่นซึ่งก็เป็นเพียงแค่เพียงไม่นาน เพราะการมาถึงของบุคคลที่มิได้รับเชิญทำให้จุนซูชักจะกังวลขึ้นมาแล้วว่าแผนการลับในครั้งนี้อาจจะล้มเหลวได้ทุกเมื่อ

 

"ได้ข่าวว่าพระองค์ประชวรหรือเพคะ?" น้ำเสียงอ่อนหวานนั้นเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง

 

"แค่กๆ ขอบพระทัยที่ทรงห่วงใยพระเจ้าค่ะ"

 

ใบหน้างดงามของพระมเหสีถึงกับฉายแววฉงนขึ้นเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดเช่นนั้นจากองค์ชายแจจุง แต่พระนางก็มิได้ติดใจอะไรมากมาย เนื่องจากที่มาวันนี้แค่ต้องการมาแสดงความยินดี และกล่าวคำอวยพรให้กับว่าที่ราชบุตรเขยคนสำคัญก่อนเดินทางไปอภิเษกที่เมืองเจินจูเพียงเท่านั้น

 

"ทีแรกหม่อมฉันจะไปกราบทูลฝ่าบาทแล้ว แต่พระองค์สั่งนางกำนัลพวกนั้นไว้ หม่อมฉันจึงคิดว่าทรงไม่เป็นอะไรมาก"

 

จุนซูนึกภาวนาในใจให้พระนางเสด็จกลับไปเสียที เพราะถ้าอยู่นานไปกว่านี้เขาอาจจะถูกจับได้ว่าโกหก ริมฝีปากสีอ่อนจึงมิกล้าแม้แต่จะเอื้อนเอ่ยคำพูดใดๆออกมา เพราะรู้ดีว่าพระมเหสีที่ประทับยืนอยู่ตรงหลังฉากกั้นคงจะใจจดใจจ่อรอฟังคำขอบพระทัยจากเขาอีกเป็นแน่แท้

 

"แค่กๆ แค่กๆ"

 

มือเล็กทำเป็นปิดปากแล้วกระแอมไอขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าถึงเพลาที่พระนางควรเสด็จกลับไปที่ตำหนักโดยมิได้พูดออกมาตรงๆ และดูเหมือนว่ากิริยาท่าทางเช่นนั้นขององค์ชายตัวปลอมจะได้ผล เพราะเขาแอบได้ยินพระมเหสีมีรับสั่งกับนางกำนัลเบาๆว่านางจะกลับ เพื่อให้องค์ชายได้พักผ่อนเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทาง

 

"พระองค์คงจะไม่สะดวกที่ต้องต้อนรับแขก ถ้าอย่างนั้นหม่อมฉันกลับก่อนนะเพคะ ขอให้พระองค์เดินทางถึงเจินจูได้อย่างปลอดภัย ส่วนเรื่องในวังหลวงไม่ต้องทรงเป็นห่วง เพราะหม่อมฉันกับองค์หญิงแจวอนจะดูแลให้อย่างดี"

 

"ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ แค่กๆ"

 

พระมเหสีมองแผ่นหลังขององค์ชายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินออกจากห้องไปโดยมิลืมกำชับเหล่านางกำนัลว่าให้ดูแลองค์ชายให้ดี เพราะอีกไม่กี่ชั่วยามจะต้องออกเดินทางแล้ว

 

เรือนร่างงามสง่าของพระมเหสีเดินออกมาจากตำหนักขององค์ชายแจจุงด้วยความเคลือบแคลงสงสัย เพราะตลอดเวลาที่สนทนากัน พระนางได้นึกย้อนกลับไปถึงเรื่องที่มุนอาเล่าให้ฟังขึ้นมาในทันที แม้นางจะไม่สนิทชิดเชื้อกับพระโอรสองค์สุดท้องของพระสวามีสักเท่าไรนัก ยิ่งองค์ชายผู้นี้แลดูจะดื้อรั้นที่สุดในบรรดาพี่น้องทุกคน จึงทำให้นางไม่กล้าเข้าไปยุ่งวุ่นวายอะไรมาก เพราะรู้ตัวเองดีว่ามิอาจเทียบเท่าเสด็จแม่ที่สิ้นพระชนม์ของเขาได้ ฉะนั้นนางจึงอยู่ให้ห่างจากเขาเอาไว้ เพื่อรักษาระดับความสัมพันธ์ที่มีต่อกันให้คงอยู่เช่นนี้ตลอดไป แต่สำหรับมุนอานั้นไม่ใช่ นางเป็นน้องสาวของเขา และนางเองก็มีนิสัยแบบเด็กๆ ชอบอยากรู้อยากเห็นเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปทั่ว ไม่เว้นแม่กระทั่งเรื่องพฤติกรรมแปลกประหลาดของพระพี่เลี้ยงประจำตัวองค์ชายผู้พี่ในวันที่นางออกไปเดินเล่น ณ อุทยานหลวง แต่หลังจากที่เล่าให้ฟัง มุนอากลับถูกตำหนิที่พูดจาอะไรเหลวไหล เพราะพระมเหสีไม่เชื่อว่าคนอย่างคิมจุนซูจะทำอะไรที่มีพิรุธเหมือนที่พระธิดาเข้าใจเป็นแน่

 

แต่เพลานี้นางชักไม่มั่นใจแล้วว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นถูกต้อง เพราะตั้งแต่ข้าไปในตำหนักขององค์ชายจนกระทั่งออกมายังมิได้เห็นหน้าคิมจุนซูเลยแม้แต่น้อย ซึ่งมันจะเป็นไปได้หรือที่องค์ชายยอมปล่อยให้พระพี่เลี้ยงผู้เปรียบเสมือนเงาตามตัวห่างกายไปในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้

 

สงสัยนางจะติดนิสัยชอบระแวงนั่นระแวงนี่มาจากมุนอาเสียแล้วกระมัง

 

พระมเหสีถอนหายใจเล็กน้อยเพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป

 

"ทำไมเสด็จกลับมาเร็วนักล่ะเพคะ?" ใบหน้าอ่อนเยาว์ของมุนอาเจือไปด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานน่ารักเมื่อเห็นเสด็จแม่ของนางเดินเข้ามาในตำหนัก ทำให้พระมเหสีที่กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาในทันที

 

"เสด็จพี่ของลูกไม่ค่อยสะดวก แม่เลยกลับมาก่อนยังไงล่ะจ๊ะ"

 

"เสด็จพี่แจจุงนี่ชอบทำตัวไม่น่ารักกับเสด็จแม่เลยนะเพคะ"

 

"แม่ไม่อยากรบกวน เพราะเห็นว่าพระองค์ไม่ค่อยสบาย อีกอย่างลูกก็ไม่ควรพูดจาแบบนี้รู้ไหมจ๊ะ?" เสด็จแม่ทรงตักเตือน แต่องค์หญิงน้อยกลับยู่ปากอย่างขัดใจ ทำให้เหล่านางกำนัลเห็นท่าทางอย่างนั้นแล้วอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ผิดกับพระมเหสีที่ส่งสายตาดุๆราวกับไม่พอพระทัยจนพระธิดาต้องรีบขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

 

"ลูกสัญญาว่าจะไม่พูดจาเช่นนั้นอีกเพคะ แต่เสด็จแม่ก็ทรงทราบ ว่าเสด็จพี่แจจุงไม่โปรดเราสองคน ทั้งๆที่ลูกรักพระองค์มากขนาดนี้"

 

พระมเหสีได้แต่ยิ้มกับคำพูดน่ารักๆด้วยความเอ็นดู ก่อนที่มือบอบบางจะลูบศีรษะของคนเป็นลูกที่ตอนนี้นั่งอ้อนอย่างเอาใจ เพราะไม่อยากให้ตนเองถูกมองว่าเป็นเด็กไม่ดี

 

"เสด็จพี่ก็รักลูกจ๊ะ เพียงแต่พระองค์ไม่อยากให้ลูกกลายเป็นคนเอาแต่ใจ เพราะเป็นน้องคนเล็ก"

 

"ลูกทราบดีเพคะ"

 

"แม่ดีใจมากจ๊ะที่ลูกรู้จักเข้าอกเข้าใจคนอื่น และเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ถ้าไม่ติดว่าเพลานี้ขบวนของเจินจูมาถึงแล้วล่ะก็ แม่จะขอประทานอนุญาตเสด็จพ่อให้พาลูกไปเที่ยวหัวเมืองเป็นรางวัลเสียหน่อย" พระมเหสีจับผมของพระธิดาทัดหู ก่อนจะส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน "แต่อย่างที่บอกว่าเสด็จพี่แจจุงของลูกจะต้องเดินทางภายในวันนี้ ถ้าหากเรามัวแต่เที่ยวเล่น ไม่ไปส่งเสด็จก็ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนถึงจะจะได้เจอกันอีก"

 

"ถ้าอย่างนั้นรีบไปกันเถอะเพคะ ลูกอยากเห็นเหลือเกินว่าขบวนของเจินจูจะงามมากขนาดไหน"

 

องค์หญิงน้อยฉีกยิ้มกว้างทันทีเมื่อนึกถึงภาพขบวนใหญ่โตที่จัดมารับเสด็จพี่ของนาง

 

 

 

 

 

ดวงตากลมโตฉายแววขุ่นเคืองเหมือนดังเช่นทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากัน แต่ยุนโฮกลับรู้สึกสนุกที่ต้องต่อปากต่อคำกับคนเจ้ายศเจ้าอย่างเช่นนี้เสียแล้ว เขาโยนห่อผ้าให้องค์ชายในคราบคนจรจัดที่ยังคงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนไปไหนด้วยท่าทีไม่แยแส และนับว่าโชคดีที่องค์ชายคู่อริของเขารับไว้ได้ทัน มิเช่นนั้นข้าวของภายในอาจจะเสียหายได้ แต่ใครสนกันล่ะ? ในเมื่อของนั่นมันไม่ใช่ของเขาสักหน่อย

 

"บังอาจนัก!!! กล้าดียังไงมาโยนของใส่หน้าข้า!!" แจจุงตะเบ็งเสียงใส่คนที่ทำเหมือนกับเห็นเป็นเรื่องบันเทิงใจยามได้มองใบหน้าของเขาที่แดงก่ำเพราะแรงโทสะ

 

"ท่านอย่าลืมสิว่าตอนนี้ท่านไม่ใช่องค์ชาย จะให้ข้ามาประคบประหงมเหมือนที่จุนซูทำล่ะก็ เห็นทีคงจะไม่ได้" ริมฝีปากหยักเหยียดยิ้มอย่างจงใจเมื่อเห็นท่าทางโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ยุนโฮนึกขันสภาพขององค์ชายแจจุงผู้สูงส่งด้วยความรู้สึกประหลาดใจ และตื่นเต้นราวกับเจอสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่คิดว่าจะได้พบมาก่อน

 

มือขาวกำแน่นเพื่อข่มอารมณ์ที่เข้าขั้นวิกฤตเต็มทนอย่างยากลำบาก เนื่องจากเขาเป็นองค์ชาย ไม่ว่าจะให้ปลอมตัวเป็นอะไรเขาก็ยังเป็นองค์ชายแจจุงพระโอรสองค์สุดท้องของกษัตริย์โอซองแห่งเมืองอันดงไม่เปลี่ยนแปลง ฉะนั้นการที่ถูกใครมากระทำเช่นนี้ย่อมเป็นการหยามเกียรติ และศักดิ์ศรีของเขามากเสียจนอยากจะสั่งทหารให้ลากคอไปเฆี่ยนสักร้อยทีให้หลาบจำ แต่คงทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะสถานการณ์ในตอนนี้เขายังต้องการความช่วยเหลือจากชองยุนโฮคนอวดดีเพื่อให้แผนการสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย

 

"ฝากไว้ก่อนเถอะ!!!" น้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่าเจ้าตัวกัดฟันพูดออกมามากแค่ไหน ยิ่งเรียกรอยยิ้มกวนประสาทให้ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของยุนโฮมากขึ้นเท่านั้น

 

"แล้วอย่าลืมทวงคืนเร็วๆล่ะ ข้าขี้เกียจรับฝากของจากเจ้านาย"

 

ถ้าไม่ติดว่าเขาต้องเดินทางร่วมกันแล้วล่ะก็ แจจุงคงใช้อำนาจในฐานะที่เป็นองค์ชายจัดการเจ้าคนปากเสียเช่นนี้ให้เจ็บแสบไปจนถึงกระดูกดำเลยทีเดียว  แต่ยิ่งเขาแสดงอาการโมโหออกมามากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลเสียต่อตัวเองมากขึ้นเท่านั้น และมันคงไม่ฉลาดเลยถ้าเขาจะต้องสู้รบปรบมือกับคนที่เป็นต่อในเรื่องการพูดจาแดกดันคนอื่นอยู่เป็นนิตย์เช่นนี้

 

"ข้าไม่อยากจะออกคำสั่งกับท่านหรอกนะองค์ชาย แต่เพลานี้เราต้องรีบไปแล้ว ขืนมัวชักช้าอีกไม่นานคงถูกจับได้" ยุนโฮเผลอดึงข้อมือขององค์ชายแจจุงให้เดินตามมา แต่พอรู้สึกตัวก็รีบปล่อยออกทันทีราวกับจับต้องของร้อน ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาถึงกับทำอะไรไม่ถูก เมื่อตนเป็นฝ่ายถูกเนื้อต้องตัวองค์ชายคู่อริเสียเอง

 

"เจ็บ..."

 

"หืม?" คิ้วเข้มของชายหนุ่มร่างสูงขมวดขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าองค์ชายจอมสร้างภาพของจุนซูเกิดมีท่าทีอ่อนลงเสียดื้อๆ ร่างโปร่งบางนั่งทรุดลงกับพื้นพลางจ้องมองรอยแดงที่ข้อมือด้วยสีหน้าที่บ่งบอกให้รู้ว่าตนเจ็บปวดเหลือแสน แต่ยุนโฮไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไรนัก เพราะเขารู้ดีว่าองค์ชายแจจุงนั้นเป็นคนจอมวายร้าย ชอบวางแผน แถมยังเจ้าเล่ห์เพทุบาย

 

"ข้าไม่เห็นว่าท่านจะเป็นอะไรมากตรงไหน นี่! องค์ชาย ข้าไม่ว่างมานั่งเล่นกับท่านหรอกนะ"

 

"ถ้าจุนซูรู้ข้าต้องโดนดุแน่ และที่ร้ายกว่านั้นเขาคงพาลโกรธคนที่ทำให้ข้าต้องเป็นแบบนี้"

 

ยุนโฮหูผึ่งขึ้นมาทันทีเพียงเพราะได้ยินว่าจุนซูอาจจะโกรธเขาที่มาช้าทำให้องค์ชายสุดที่รักต้องได้รับบาดเจ็บ ถึงกระนั้นเขาก็ไม่อยากให้คู่อริจับได้ว่าตอนนี้ตนรู้สึกอย่างไร จึงทำเป็นถอนหายใจแรงๆอย่างหงุดหงิดก่อนจะคุกเข่าลงนั่งข้างๆมองดูรอยแผลที่ข้อมือขาวจัดนั้นให้ชัดๆ

 

ดูท่าทางว่าองค์ชายแจจุงจะไม่ได้โกหกเสียแล้วในเมื่อรอยแดงนั้นมันเริ่มช้ำจนเป็นสีม่วงเข้มอย่างน่าตกใจ

 

"เจ้าทำข้าเจ็บ"

 

"เฮ้ย!! พูดให้มันดีๆนะ ข้าไม่ได้บีบแรงขนาดนั้นสักหน่อย" น้ำเสียงที่ฟ