[Fic] Secret Letter (비밀 편지) - Part2

posted on 18 May 2010 12:48 by junghyeae in Fic-SecretLetter

Secret Letter (비밀 편지)

 

Author :  junghyeae (akabane)  

 

Paring : YooSu / YunJae / Changmin

 

Rate : PG-13

 


คำเตือน ฟิกเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น เหตุการณ์และสถานที่ต่างๆ เป็นเรื่องสมมุติไม่ได้เกิดขึ้นจริงและผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆในเรื่องนี้ ส่วนเนื้อหาทั้งหมดเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายรักชาย(Boy'sLove) หากไม่ชอบก็ปิดไปได้เลยค่ะ ^__^

 

 

Talk (ขออนุญาติมาไว้ด้านบนนะคะ)

เห็นเม้นคุณchebi บอกว่าตัวละคระเยอะ เราเลยหาวิธีที่เตรียมเอาไว้นานแล้ว(เพราะชอบทำ ๕๕๕+) ซึ่งก็คือแผนผังตัวละครนั่นเองค่ะ >> จิ้มๆ  ดูแล้วอย่าตกใจที่มีมันเยอะ เพราะบางคนแค่พูดถึงเฉยๆไม่มีบทบาทมากเท่าตัวละครหลักห้าคนแน่นอนค่ะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจจากทุกคนนะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ^__^ 

ขอลบแผนผังออกนะคะ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยค่ะ 

 

 

 

Part2

 

 

 

"ท่านพูดอะไร? ข้าไม่เห็นเข้าใจ?"

 

แม้น้ำเสียงจะเรียบนิ่ง แต่แววตาที่หวาดหวั่นนั้นเรียกรอยยิ้มน้อยๆผุดขึ้นตรงมุมปากขององครักษ์หนุ่มต่างเมืองแทบจะในทันที ยูชอนยืนกอดอกมองใบหน้าหวานจิ้มลิ้มที่ซีดเผือดลงไปถนัดตาเพื่อรอว่าอีกฝ่ายพูดอะไรออกมาบ้าง แต่ดูเหมือนว่าพระพี่เลี้ยงผู้นั้นจะยังไม่ทราบว่าเขาเป็นใคร ยูชอนจึงถือโอกาสแนะนำตัวให้รู้จักเพื่อเป็นการเปิดสนทนาต่อเสียเอง

 

"ต้องขออภัยท่านด้วยที่เสียมารยาท ข้าปาร์คยูชอน เป็นองครักษ์จากเมืองเจินจู นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะได้พบกับพระพี่เลี้ยงขององค์ชายแจจุงที่นี่"

 

"สวัสดีท่านองครักษ์ ข้าเองก็ไม่นึกเช่นกันว่าจะได้มาพบคนที่รู้จักข้า ทั้งๆที่เราไม่เคยเจอกันมาก่อน" คำพูดเชิงประชดประชันทำให้ยูชอนรู้ได้ทันทีว่าพระพี่เลี้ยงคนสำคัญคงจะตั้งสติได้แล้ว องครักษ์หนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย เมื่อเห็นมือเล็กเผลอแตะตรงสายคาดเอวก่อนจะปั้นหน้าให้ดูเรียบเฉยราวกับไม่ได้ทำอะไรที่ผิดปกติ

 

"บังเอิญข้าถามพวกทหารว่าคนใส่ชุดสีเดียวกับท่านทำหน้าที่อะไร เพราะตรงพุ่มไม้นี้มีเศษผ้าติดอยู่ บางทีนั่นอาจจะเป็นสาเหตุทำให้องค์หญิงมุนอาคิดว่าเป็นวิญญาณก็เป็นได้"

 

"ฟังดูประหลาดดี"

 

"ท่านคิดเยี่ยงนั้นรึ?"

 

"ใช่"

 

จุนซูพยายามไม่หลบสายตาโดยเสแสร้งทำเป็นยิ้ม แต่ในใจคิดหาวิธีสารพัดอย่างที่จะออกไปให้พ้นจากตรงนี้เสียที เขาไม่รู้ว่าองครักษ์จากต่างเมืองต้องการสิ่งใดกันแน่ เพราะเรื่องความสงบเรียบร้อยภายในวังหลวงแห่งอันดงนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชายผู้นี้เลยแม้แต่น้อย อีกอย่างเขาเองก็ไม่อยากเสวนาอะไรมากมาย เพราะกลัวว่าแผนการจะรั่วไหลให้กับคนที่เขาอยากปิดบังมากที่สุดให้รับรู้ ซึ่งก็คือคนจากเมืองเจินจูที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานั่นเอง

 

"หน้าที่องครักษ์เช่นข้าต้องอารักขาความปลอดภัย แม้องค์หญิงมุนอาจะอยู่นอกเหนือหน้าที่ แต่นางเป็นพระธิดาของกษัตริย์โอซองผู้มีพระมหากรุณาธิคุณ ฉะนั้นข้าจึงมิอยากให้นางเป็นกังวลกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ หวังว่าท่านคงจะเข้าใจ"

 

ถ้าเปรียบความรู้สึกของจุนซูในตอนนี้คงไม่ต่างอะไรกับคนที่กำลังจะจมน้ำ บรรยากาศแสนตึงเครียดที่ต้องเผชิญหน้ากับองครักษ์หนุ่มรูปงามนั้นมันทำให้เขาเหมือนจะหายใจไม่ออก จุนซูประจักษ์แก่ใจแล้วว่าปาร์คยูชอนผู้นี้เล่นด้วยไม่ได้ง่ายๆ ฉะนั้นเขาคงต้องหาวิธีตัดบทสนทนาให้รวดเร็วที่สุดก่อนที่ทุกอย่างจะต้องพังทลายลงหมดเพียงเพราะความผิดพลาดของตัวเขาเอง

 

"ท่านองครักษ์ ท่านเป็นคนดีและมีความสามารถ ข้าอดปลาบปลื้มใจแทนบ้านเมืองของท่านไม่ได้ แต่ตอนนี้ข้าคงต้องไปพบองค์ชายแจจุงก่อน ถ้ามีโอกาสเราคงได้คุยกันอีก เอ่อ... แล้วเรื่องแผลของข้ามันเกิดขึ้นเพราะแขนไปขูดกับประตู ไม่ได้โดนกิ่งไม้แถวนี้อย่างที่ท่านเข้าใจ"

 

ยูชอนมองรอยยิ้มบางๆของพระพี่เลี้ยงเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่คนผู้นั้นจะเดินกลับไปยังตำหนักขององค์ชายแจจุงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย

.

.

.

"ข้าต้องขอโทษด้วยที่แจจุงไม่สามารถเอาของขวัญมามอบให้ด้วยตัวเองได้"

 

กษัตริย์โอซองตรัสอย่างอ่อนพระทัย เมื่อนึกถึงพระโอรสองค์สุดท้องที่สร้างปัญหาขึ้นอีกครั้งด้วยการมีผื่นคันขึ้นตามแขนและขา ดังนั้นพระองค์จึงสั่งให้หมอหลวงคอยดูแลรักษาจนสุดความสามารถเพื่อให้ผื่นพวกนั้นหายไป เลยทำให้เช้านี้องค์ชายแจจุงไม่สามารถออกมาจากห้องบรรทมได้

 

"หามิได้พระเจ้าค่ะ" ดองฮวานพูดอย่างสุภาพในขณะที่ยูชอนรับของขวัญจากองค์ชายแจจุงมาไว้ในมือ

 

"ข้าสัญญาว่าแจจุงจะหายทันภายในสามวันนี้อย่างแน่นอน ขอให้พวกท่านจงเดินทางโดยสวัสดิภาพ"

 

องครักษ์หนุ่มทั้งสองโค้งตัวแสดงความเคารพและน้อมรับคำอวยพรของกษัตริย์โอซองด้วยความเต็มใจ

ก่อนจะก้าวเดินออกจากท้องพระโรงกลับไปเอาสัมภาระเตรียมกลับบ้านเกิดเมืองนอนโดยไม่ต้องกังวลว่าจะออกเดินทางล่าช้า เนื่องจากมากันแค่สี่คนคือยูชอน ดองฮวาน และนายทหารชั้นผู้น้อยอีกสองนาย ข้าวของเครื่องใช้จึงมีไม่มากนัก เลยทำให้จัดการทุกอย่างได้เสร็จรวดเร็วภายในเวลาไม่นาน

 

ความจริงแล้วเรื่องการรับส่งของขวัญเหล่านี้ให้พวกทหารเป็นคนทำก็ได้ แต่กษัตริย์มูกงผู้ปกครองเมืองเจินจูเห็นว่าให้องครักษ์เป็นคนทำจะดีกว่า เพราะวันที่ต้องมารับองค์ชายแจจุงไปร่วมพิธีอภิเษกนั้นต้องใช้เหล่าองครักษ์อยู่แล้ว ที่สำคัญกษัตริย์มูกงอยากให้กษัตริย์โอซองเห็นว่าคนที่จะช่วยอารักขาราชบุตรเขยนั้นเป็นคนที่น่าไว้วางใจและมีความเหมาะสมมากเพียงพอที่จะทำให้องค์ชายเดินทางได้อย่าสะดวกสบาย

 

"ในที่สุดก็ได้กลับบ้านซะที"

 

ดองฮวานยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีเมื่อนึกถึงใบหน้าสวยหวานของนางผู้เป็นที่รัก ทั้งๆที่รู้ว่ากลับถึงบ้านเพียงไม่กี่วันก็ต้องยกขบวนมารับเสด็จองค์ชายแจจุงที่อันดงอีกครั้ง และแผนการที่จะขอฮวายงแต่งงานคงต้องเลื่อนไปอีกจนกว่าพิธีอภิเษกจะเสร็จสิ้น แต่ด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ขององครักษ์ชเวดองฮวาน การรอคอยเล็กๆน้อยๆแค่นี้จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่ากับการสังเกตเห็นท่าทีครุ่นคิดอะไรบางอย่างของสหายผู้ร่วมเดินทาง

 

"เป็นอะไรไปรึ?"

 

"ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่นึกถึงเรื่องเมื่อเช้า" ยูชอนตอบเรียบๆ

 

"หืม? เรื่ององค์หญิงมุนอาน่ะหรือ?"

 

"ประมาณนั้น"

 

"ดูเหมือนว่าท่านจะสนใจเมืองอันดงเสียเหลือเกินนะขอรับท่านองครักษ์ปาร์ค"

 

"ท่านก็รู้มิใช่รึ ว่าข้าล่ะชอบนักกับการไล่ต้อนคนโกหกให้ยอมรับความจริง"

 

ดองฮวานหัวเราะเมื่อนึกถึงสมัยตอนที่พวกเขายังเรียนหนังสือ ตอนนั้นมีใครคนหนึ่งขโมยพู่กันของอาจารย์ไป และผู้ต้องสงสัยคือเด็กที่ฐานะยากจนที่สุดซึ่งก็คือตัวเขาเอง แต่ยูชอนเป็นคนเดียวที่ไม่เชื่อเหมือนคนอื่นๆ ด้วยเหตุนี้เองเด็กหนุ่มรูปงามจึงช่วยดองฮวานค้นหาความจริงว่าเป็นใครจนสามารถจับตัวหัวขโมยมาให้อาจารย์ลงโทษได้

 

"ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วขอรับ"

 

ยูชอนหันไปพนักหน้าให้กับนายทหารที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน หลังจากนั้นจึงหยิบห่อผ้าเตรียมจะเดินทางกลับ แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขาออกจากห้อง เสียงร้องเรียกของใครบางคนทำให้เขาต้องหยุดชะงักการกระทำนั้นพร้อมกับดองฮวานที่มีสีหน้างุนงงเช่นกัน

 

"ท่านองค์รักษ์ยูชอน องค์หญิงมุนอาฝากของสิ่งนี้มาให้ท่านเจ้าค่ะ" นางกำนัลสาวที่รีบวิ่งหน้าตาตื่นเพราะกลัวว่าจะมาไม่ทันนั้นยื่นของให้องครักษ์ยูชอนด้วยมือที่สั่นเทา

 

"ให้ข้า?"

 

"เจ้าค่ะ องค์หญิงบอกว่าขอบใจที่ช่วยนางไว้เมื่อเช้า"

 

"ฝากบอกนางด้วยว่าขอบพระทัย แต่ข้ามิอาจรับมันไว้ได้"

 

"แต่... แต่ว่านางตั้งใจจะให้ท่านจริงๆนะเจ้าคะ"

 

"ข้ารับไว้ไม่ได้เพราะมันมีค่ามากเกินไป อีกอย่างข้าเองก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรนางมากมายนัก"

 

นางกำนัลสาวพนักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจก่อนจะค้อมศีรษะแล้วเดินกลับไปทางตำหนักขององค์หญิงมุนอาด้วยท่าทีผิดหวัง จนดองฮวานที่ยืนเงียบอยู่นานถึงกับเผลอชะโงกคอมองตามหลังนางกำนัลคนนั้นไปจนลับสายตา

 

"ท่าทางองค์หญิงมุนอาจะโปรดเจ้านะ"

 

"นางคงแค่อยากขอบใจข้าเท่านั้น" ยูชอนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนกับสีหน้าอีกตามเคย

.

.

.

ใบหน้าสวยหวานของเด็กสาววัยแรกรุ่นนั้นบึ้งตึงทันที เมื่อรู้ว่าความปรารถนาดีของนางถูกองครักษ์รูปงามต่างเมืองปฏิเสธ นางกำนัลสาวผู้รายงานเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบนั้นกลัวเหลือเกินว่าองค์หญิงน้อยจะทรงทำอะไรแผลงๆอีกหรือไม่ แต่คราวนี้กลับผิดคาดเมื่อเห็นนางตัดสินใจเดินไปหยิบหนังสือที่องค์หญิงแจวอนประทานให้มานั่งอ่านอย่างหน้าตาเฉย

 

"องค์หญิงไม่ทรงกริ้วเลยหรือเพคะ?"

 

"โกรธมันก็โกรธอยู่หรอก แต่องครักษ์คนนั้นเขาก็มีเหตุผลมากพอที่จะปฏิเสธน้ำใจจากข้า"

 

"องค์หญิง" พระพี่เลี้ยงถึงกับร้องออกมาอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปขององค์หญิงน้อย

 

"ข้าอยากจะปรับปรุงตนเองให้เหมือนเสด็จพี่แจวอนบ้างมิได้เชียวหรือ?"

 

นางกำนัลกับพระพี่เลี้ยงลอบสบตากันในขณะที่องค์หญิงมุนอายังคงตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือต่อไป พวกนางรู้ดีว่าองค์หญิงทรงคิดจะตอบแทนอะไรเล็กๆน้อยๆให้กับองครักษ์หนุ่มรูปงามผู้นั้น แต่เพราะเหตุใดกันเล่าองค์หญิงถึงได้เอาของมีค่าขนาดนั้นเป็นการขอบคุณคนต่างถิ่น?

 

"อย่านึกนะว่าข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้าคิดอะไรกันอยู่"

 

"ขอประทานอภัยเพคะ"

 

"ข้าก็แค่อยากลองใจดูว่าคนอย่างเขาจะเห็นแก่เงินทองของมีค่าหรือเปล่า"

 

"องค์หญิงทรงสนพระทัยในตัวเขาหรือเพคะ?"

 

"ก็ไม่เชิง ข้าแค่คิดว่าเขาแปลกดี ท่าทางแข็งๆ หน้านิ่งๆ เห็นแล้วชวนให้นึกถึงพวกรูปปั้น"

 

องค์หญิงน้อยหัวเราะออกมาทันทีเมื่อเห็นท่าทางที่บ่งบอกว่าโล่งอกของนางกำนัล และพระพี่เลี้ยง ก่อนที่มือขาวบางปิดหนังสือเบาๆ แล้วเรือนร่างอรชรนั้นก็ลุกขึ้นจากที่นั่งเตรียมเสด็จไปหาพระมเหสีเพื่อเล่าถึงเหตุการณ์ที่นางได้พบเจอที่อุทยานหลวงให้ฟังทั้งหมด

 

 

 

 

 

ผ้าไหมจีนสีแดงสดช่างตัดกับผิวพรรณขาวนวลให้แลดูกระจ่างตายิ่งนัก เส้นผมสีดำสนิทนั้นยาวเลยบ่ามาจนถึงกลางหลังถูกรวบแบ่งครึ่งเอาไว้โดยผูกด้วยเชือกสีเดียวกับอาภรณ์ที่สวมใส่ จุนซูบรรจงดึงชายแขนเสื้อให้เข้าที่เรียบร้อยเมื่อเห็นว่าองค์ชายตัวดีไม่ยอมทำตามที่เขาร้องขอ ใบหน้าน่ารักแลดูตั้งอกตั้งใจกับการช่วยว่าที่ราชบุตรเขยแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นอย่างมากเสียจนไม่ทันได้มองว่าตอนนี้ดวงตากลมโตฉายแววขุ่นเคืองมากขนาดไหน

 

"ถอดออกได้แล้วน่า ข้าอึดอัด"

 

"ไม่ได้กระหม่อม"

 

แจจุงเกือบจะพลั้งปากพูดว่า ‘ถึงจะลองชุด แต่ก็ไม่ได้สวมมันอยู่ดี' ออกไปเสียแล้ว แต่โชคดีที่ยั้งเอาไว้ได้ทัน เพราะเหลือบไปเห็นองค์หญิงผู้พี่ กับคนอื่นอีกหลายคนที่กำลังมองเขาด้วยแววตาชื่นชมเสียเต็มประดา

 

"เป็นเจ้าบ่าวที่รูปงามที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลยทีเดียว พวกเจ้าว่าจริงไหม?" องค์หญิงแจวอนหันไปถามเหล่านางกำนัลที่ยืนหน้าแดงเพราะความขวยเขินอยู่ทางด้านหลัง

 

"เพคะ"

 

"พี่ตื่นเต้นจังเลยแจจุง แต่คงต้องให้เจ้าไปถึงเจินจูก่อนวันนึง พี่กับเสด็จพ่อจึงจะตามไปได้" องค์หญิงแจวอนยิ้มกว้างอย่างดีพระทัยพลางจะโผตัวเข้าสวมกอดพระอนุชา แต่กลับถูกจุนซูห้ามเอาไว้เสียก่อนเนื่องจากที่แขนและขาขององค์ชายแจจุงยังมีผื่นคันอยู่

 

"ถ้าอย่างนั้นพี่กลับก่อนดีกว่าเจ้าจะได้พักผ่อน ฝากดูแลองค์ชายด้วยนะจุนซู"

 

จุนซูโค้งตัวเป็นการตอบรับก่อนจะเดินตามหลังองค์หญิงแจวอนเพื่อส่งเสด็จ จึงทำให้ทั้งห้องเหลือเพียงองค์ชายแจจุงที่นั่งพระพักตร์บึ้งอยู่ตรงหน้ากระจกด้วยความขัดใจ ดวงตากลมโตมองภาพสะท้อนของตัวเองอีกครั้งในขณะที่มือขาวจัดลูบลงบนใบหน้าของตนเองอย่างแผ่วเบา ใครๆก็บอกว่าเขาหน้าเหมือนเสด็จแม่ที่เสียไปตั้งแต่ตนอายุได้ห้าขวบ ดังนั้นเสด็จพ่อจึงเอาใจใส่เขามากกว่าเสด็จพี่อีกสามคนเป็นพิเศษ และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่เขาถูกเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดมากกว่าใครทั้งหมดอีกเช่นกัน

 

เขานึกถึงสมัยตอนเป็นเด็ก เสด็จพ่อมักจะไม่ชอบพูดจาหวานๆกับลูกชาย แต่กับลูกสาวอย่างพี่หญิงแจวอนนั้นตรงกันข้าม ตอนนั้นเขารู้สึกว่าพระองค์ลำเอียง จึงได้คิดแต่จะทำตัวมีปัญหาตลอดเวลา เช่นคอยกลั่นแกล้งบรรดาพระอาจารย์ นางกำนัล หรือเหล่าทหารต่างๆเพื่อก่อความวุ่นวาย จนในที่สุดก็ถูกเสด็จพ่อเรียกไปตำหนิจนต้องกลับมานอนร้องไห้ที่ห้อง เพราะสำนึกผิดจากคำพูดที่ตรัสว่า

 

‘ทุกสิ่งที่พ่อทำให้เจ้ามันคือการแสดงความรักที่คนอย่างพ่อจะทำได้'