[Fic] Secret Letter (비밀 편지) - Part1

posted on 11 May 2010 11:29 by junghyeae in Fic-SecretLetter

Secret Letter (비밀 편지)

 

Author :  junghyeae (akabane)  

 

Paring : YooSu / YunJae / Changmin

 

Rate : PG-13


คำเตือน ฟิกเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น เหตุการณ์และสถานที่ต่างๆ เป็นเรื่องสมมุติไม่ได้เกิดขึ้นจริงและผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆในเรื่องนี้ ส่วนเนื้อหาทั้งหมดเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายรักชาย(Boy'sLove) หากไม่ชอบก็ปิดไปได้เลยค่ะ ^__^

 

 

 

Part1

 

 

 

ย้อนกลับไปราวห้าร้อยปีก่อน...

สมัยนั้นความเจริญรุ่งเรืองของเมืองอันดงเฟื่องฟูมาก เพราะเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ เพียบพร้อมไปด้วยทรัพยากร และประชาชนที่มีฝีมือด้านศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางทิศเหนือ หรือที่เรียกว่า ‘เขตการปกครองเจินจู' มีชื่อเสียงทางการค้าขาย และการรบเป็นอย่างมาก

 

พูดถึงเขตการปกครองเจินจูเดิมทีเป็นเมืองเก่าและมีกษัตริย์ปกครองแผ่นดิน บรรดาผู้ตั้งรกรากนั้นอพยพมาจากประเทศจีน เลยทำให้ชาวเมืองส่วนใหญ่มีชื่อเป็นตัวอักษรฮันจา และอ่านออกเสียงตามแบบจีน แต่หลังจากนั้นไม่นานเมืองอันดงที่อยู่ทางทิศใต้เริ่มขยายอาณาเขตจนมาถึงเมืองเจินจู และในที่สุดเมืองที่มีคนน้อยกว่าก็ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เจินจูกลายเป็นเมืองขึ้นของอันดงจึงต้องส่งส่วยกับของบรรณาการไปให้ทุกเดือน

 

หลังจากนั้นไม่นาน แม่ทัพผู้หนึ่งนามว่า ‘โหย่วเทียน' ต้องการที่จะกอบกู้เอกราชของเมืองเจินจูให้กลับมาเป็นดังเดิม เขาสู้อุตส่าห์รวบรวมกำลังพลได้จำนวนหนึ่ง แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะต่อกรกับเมืองอันดงได้ ฉะนั้นการสู้รบด้วยกำลังคงไม่เป็นผลดีแน่นอน เขาจึงได้ตัดสินใจหาวิธีอื่นโดยปลอมตัวเป็นคณะนักแสดงปาหี่ไปสอดแนมที่เมืองอันดงแทน

 

ในขณะที่เริ่มทำการแสดงอยู่นั้น สายตาของแม่ทัพหนุ่มเหลือบไปเห็นคณะนางรำหญิงกำลังเดินผ่านไป

 

แม่ทัพโหย่วเทียนไม่เคยเห็นคณะนางรำที่ไหนงดงามมากเท่านี้มาก่อน ทุกคนล้วนงามอ่อนช้อย บริสุทธิ์ผุดผ่อง แลดูชวนมองยิ่งนัก แต่เพราะเหตุใดกันเล่าบรรดาชาวเมืองถึงได้มีสีหน้าหวั่นวิตกอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรู้ว่าเหล่านางรำพวกนั้นกำลังเดินทางไปแสดงในวัง

 

ในที่สุดแม่ทัพหนุ่มก็ทนเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ไหว ทันทีที่จบการแสดงเขาสอบถามชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นจนได้ความว่า องค์ราชาแห่งอันดงแม้จะเก่งกล้าสามารถมากเพียงใด แต่พระองค์กลับมักมากในกามคุณ ลุ่มหลงความงามของอิสตรีจนเป็นที่โจษจันในราชสำนักและชาวบ้านทั่วไป เพราะฉะนั้นถ้ามีหญิงงามคนใดที่กษัตริย์พอพระทัยจะต้องกลายเป็นนางบำเรอ แต่ถ้าหากผู้ใดขัดขืนจะถูกกำจัดทิ้งไม่ต่างจากสิ่งของไร้ค่า

 

แม้จะรู้สึกหดหู่ใจเพราะเวทนาหญิงสาวเหล่านั้น แต่แม่ทัพโหย่วเทียนก็คิดแผนการออกแทบจะในทันที หลังจากที่เดินทางกลับเรียบร้อย แม่ทัพหนุ่มรีบทูลบอกกษัตริย์แห่งราชวงศ์เจินจู และเริ่มปฏิบัติแผนการกอบกู้เอกราช โดยเขาจะปลอมตัวเป็นคนจัดหาคณะนางรำจากจีนไปถวายเป็นบรรณาการแด่องค์ราชาของเมืองอันดง

 

ทันทีที่องค์ราชาเห็นหญิงงามก็ดีใจจนแทบเนื้อเต้น ประกอบกับฤทธิ์ของสุรา และบรรยากาศชวนให้เคลิ้มฝัน แม่ทัพโหย่วเทียนจึงจัดการเข้าจับกุมทันที

 

เหตุการณ์เช่นนั้นจึงทำให้กษัตริย์เจินจูได้ครอบครองเมืองอันดงทั้งหมด แต่พระองค์ไม่ต้องการให้ราชวงศ์ของอันดงเสื่อมสลาย เพราะนึกถึงความสัมพันธ์เก่าก่อนที่เคยมีไมตรีจิตต่อกันมา แม้เจินจูเคยเป็นเมืองขึ้นก็จริง แต่อันดงก็ไม่เคยคุกคามให้ชาวบ้านต้องได้รับความยากลำบากลำบาก ดังนั้นพระองค์จึงขอเพียงแค่แยกตัวเป็นอิสระ ส่วนเมืองอันดงจะเป็นเช่นไรก็สุดแล้วแต่ราชวงศ์จะปกครองกันเอง

 

แม้เมืองอันดงจะกลับคืนสู่สภาพเดิม แต่เป็นเพราะกษัตริย์อ่อนแอจึงเริ่มแตกกระจายไปเรื่อยๆ จนในที่สุดจากเมืองที่มีขนาดใหญ่กลายเป็นเมืองขนาดเล็ก เลยทำให้กษัตริย์ที่ขึ้นครองราชย์ต่อมาไม่สนใจการสงคราม โดยพระองค์หันไปมุ่งเน้นทางด้านเกษตรกรรม ศาสนา และศิลปวัฒนธรรมโดยเฉพาะการแกะสลักไม้แทน ผิดกับเมืองเจินจูที่เริ่มเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ  บ้านเมืองกลับมาเป็นปึกแผ่น ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น และชื่อเสียงของเมืองเป็นที่รู้จักไปทั่ว แต่สิ่งเหล่านั้นกลับไม่ทำให้แม่ทัพโหย่วเทียนมีความสุขได้ดั่งใจคิด เพราะตอนนี้เขากำลังจะแต่งงานกับลูกสาวขุนนางใหญ่ที่องค์กษัตริย์แห่งเจินจูเลือกให้ โดยที่ในหัวใจของเขาไม่ได้รักแม่นางคนนั้นเลยแม้แต่น้อย

 

แล้วหัวใจของแม่ทัพหนุ่มนั้นอยู่ที่ผู้ใดกันเล่า?

 

นั่นคือจุดเริ่มต้นของคำสัญญาที่แม่ทัพโหย่วเทียนได้ให้ไว้ว่าลูกหลานของเขาทุกคนที่เป็นบุตรชายคนโตไม่สามารถมีความรักได้ เพราะทั้งชีวิตจะต้องอุทิศแด่ราชวงศ์เจินจูไปจนวันตาย

 

 

 

 

 

สายลมอ่อนๆที่พัดมาทำให้เส้นผมของชายหนุ่มปลิวไสวไปตามแรงลม ร่างสูงสมส่วนทอดสายตามองออกไปยังลานใต้หน้าผาสูงชัน ที่ตรงนั้นเป็นสถานที่พักชั่วคราวของเหล่าพ่อค้าที่มักจะมานอนค้างแรมอยู่ตรงบริเวณนี้เสมอ

 

"คิดถึงบ้านเหรอ?" ยูชอนหันหน้าไปตามเสียงเรียกของเพื่อนที่เป็นองครักษ์ด้วยกัน ก่อนจะส่ายหน้านิดๆเป็นเชิงปฏิเสธ

 

"ถ้าอย่างนั้นคงคิดถึงเมีย" ยูชอนหัวเราะเมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อน แม้จะไม่ได้ปฏิเสธแต่ใช่ว่าเขาจะยอมรับ ดองฮวานตบไหล่เพื่อนของเขาเบาๆเมื่อเห็นว่ายูชอนกำลังจมอยู่ในห้วงของโลกส่วนตัวอีกครั้ง

 

"เหตุใดชายหนุ่มรูปงามเช่นเจ้าถึงไม่ได้ลุ่มหลงในความงามของอิสตรี?" คิ้วเรียวของชายหนุ่มรูปงามที่ว่าเลิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนที่ดูจะจริงจังกับคำถามมากกว่าทุกครั้ง ยูชอนถอนหายใจแผ่วเบาก่อนจะกระชับกระบี่ประจำตระกูลที่ตกทอดมาจากรุ่นปู่

 

"ข้ามีความรักไม่ได้"

 

"อะไรกัน? ครอบครัวของเจ้าช่างประหลาดนัก" ดองฮวานพูดตามใจคิดเพราะไม่ว่าใครต่อใครต่างรู้ดีว่าท่านองครักษ์ปาร์คยูชอนเป็นชายหนุ่มที่เพียบพร้อมไปด้วยหน้าตา ความสามารถ และทรัพย์สมบัติ แต่เรื่องแปลกประหลาดก็คือครอบครัวของท่านขุนนางปาร์คไม่ว่าจะรุ่นไหนบุตรชายคนโตของบ้านจะไม่ได้แต่งงานสืบสกุลจนมาถึงรุ่นปัจจุบัน... องครักษ์ปาร์คยูชอนบุตรชายคนโตก็ยังคงสืบทอดประเพณีนี้

 

"มันเป็นคำมั่นสัญญาของบรรพบุรษข้า" เสียงทุ้มนุ่มหูชวนฟังที่ทำให้บรรดาหญิงสาวต่างพากันหลงใหล ผิดกับดองฮวานที่ฟังแล้วง่วงเหงาหาวนอน ชายหนุ่มตัดสินใจกลับเข้าไปนอนยังที่พักเพื่อพักผ่อนเอาแรงในการเดินทางไปเมืองอันดงรับว่าที่ราชบุตรเขยมายังเมืองเจินจูแล้วทำพิธีอภิเษกสมรสกับองค์หญิงอึนฮา แต่ยูชอนยังไม่อยากนอนหลับ เขาชอบบรรยากาศในยามค่ำคืนที่ท้องฟ้าสีนิลที่ดารดาษไปด้วยดวงดาวพราวสว่างยิ่งกว่าแสงจากตะเกียง

 

ชีวิตของข้าเกิดมาเพื่อเป็นทาสรับใช้ราชวงศ์แห่งเจินจูเท่านั้น

 

ความรักไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่จะต้องไขว่คว้ามัน... ใช่ไหมขอรับท่านพ่อ

 

 

 

 

 

เสียงลมพัดหวีดหวิวดังกระทบของหน้าต่างทำให้ฮันมีโซลืมตาตื่นขึ้น ใบไผ่ที่เสียดสีกันนั้นให้เกิดเป็นเงารูปร่างแปลกประหลาดสะท้อนเข้ามาในห้อง หากเป็นหญิงคนอื่นคงจะไม่หาญกล้าลุกขึ้นไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นเป็นแน่แท้ แต่มีโซไม่ใช่ นางลุกขึ้นจากเตียงนอนก่อนจะเดินไปดูว่าเป็นเงาตามธรรมชาติอย่างที่นางคิดไว้ตั้งแต่แรกหรือไม่

 

มือบอบบางของหญิงสาววางลงบนขอบหน้าต่างเบาๆ นางชะโงกหน้าออกไปดูเผื่อว่ามีใครปิดประตูศาลเจ้าไม่สนิท แต่ปรากฏว่าทุกอย่างเรียบร้อยเป็นปกติทุกอย่าง คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นนิดๆอย่างคลางแคลงใจ แม้กลางคืนลมจะพัดแรงก็จริง แต่เพราะเหตุใดกันเล่าลมที่พัดผ่านเข้ามาถึงเสียงดังกว่าปกติราวกับว่ามีผู้ใดเปิดหน้าต่างทิ้งไว้นอกเสียจากห้องของนางผู้เป็นคนดูแลศาลเจ้า?

 

หรือจะเป็นมีอึน? แต่จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อมีอึนไม่สบายหนัก คงไม่มีทางเปิดหน้าต่างมารับลมเล่นให้อาการทรุดลงกว่าเดิมแน่

 

เมื่อคิดได้ดังนั้นมีโซจึงตัดสินใจปิดหน้าต่าง และข่มตาหลับลงเสียที เพราะพรุ่งนี้นางต้องไปจัดการทำพิธีรับขวัญองค์ชายแจจุงครบหนึ่งชันษาที่จะมีอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แม้มีโซจะอายุแค่ยี่สิบสามปี แต่บิดามารดาเสียชีวิตไปเมื่อสามปีที่แล้วเนื่องจากเป็นไข้ป่า มรดกตกทอดศาลเจ้าจึงตกเป็นของนางซึ่งเป็นบุตรสาวคนโต ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ร่วมทำพิธีของศาลเจ้าฮีวอนคราวนี้จะมีอายุน้อยกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

 

ปัง!!

 

"เสียงอะไรน่ะ!!??"

 

มีโซสะดุ้งลุกขึ้นนั่งบนเตียงก่อนที่นางจะตัดสินใจเดินไปหยิบเสื้อคลุมเดินออกไปตรวจดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ยังไม่ทันจะผลักประตูออกไป เด็กรับใช้ในศาลเจ้าที่ร้องเรียกนายหญิงอย่างตื่นตระหนกนั้นทำให้มีโซรู้สึกใจหายอย่างไรก็มิทราบ

 

"ว่าอย่างไร? เกิดเรื่องอะไรขึ้น?" ประตูเปิดออกพร้อมๆกับที่เด็กรับใช้รีบปราดเข้ามาจับแขนของนายหญิงทันที

 

"นายหญิง... คุณหนูมีอึน... คุณหนูมีอึนหายตัวไปเจ้าค่ะ"

.

.

.

ใบหน้าอ่อนเยาว์ของผู้เป็นหลานชายนั้นละม้ายคล้ายมารดามากเสียจนมีโซอดหวนคิดถึงน้องสาวมิได้ รอยยิ้มซุกซนแบบเด็กๆบ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวมีเรื่องอะไรสนุกสนานมาเล่าให้ฟังอีกตามเคย มือบอบบางแตะลงบนแก้มเนียนเบาๆเป็นการตอบรับความเคารพจากหลานชายที่ไม่เจอหน้ากันเกือบเดือนด้วยความคิดถึง มีโซสั่งให้เด็กรับใช้เอาขนมมาเตรียมรับแขกก่อนที่พอหลานชายตัวดีจะปฏิเสธว่าไม่ต้องเพราะเขาเตรียมขนมจากในวังมาฝากผู้เป็นป้าและทุกคนในศาลเจ้าเรียบร้อยแล้ว

 

กลิ่นหอมอบอวลของขนมนั้นแม้จะยั่วยวนใจให้อยากหยิบมากินมากขนาดไหน แต่ดวงตาเรียวเล็กกลับจับจ้องอยู่ที่งานเย็บปักถักร้อยในมือของผู้เป็นป้าอย่างสนอกสนใจ ชายหนุ่มลุกขึ้นไปยืนดูใกล้ๆก่อนที่ริมฝีปากสีอ่อนจะคลี่ยิ้มกว้างออกมา

 

"ท่านป้าจะเย็บให้ใครหรือขอรับ?"

 

"รู้อยู่แล้วว่าป้าเย็บให้เจ้ายังจะมาถามอีก"

 

"ข้าแค่อยากมั่นใจว่าท่านป้าจะไม่รักคนอื่นมากกว่าข้า"

 

มีโซเงยหน้าขึ้นมองหลานชายก่อนจะหัวเราะออกมาเล็กน้อยแล้วพูดว่า "โตจนป่านนี้แล้วยังจะมาหวงป้าอีก"

 

"ไม่ให้หวงได้อย่างไรขอรับ ในเมื่อท่านป้าอยู่คนเดียวไม่มีใครดูแล"

 

"ในศาลเจ้ามีกันตั้งยี่สิบคน อีกอย่างเจ้าก็เข้าไปอยู่ในวังตั้งนานจนโตเป็นหนุ่มขนาดนี้แล้ว จะให้มาคอยอยู่ดูแลป้าตลอดไปไม่ได้หรอกนะ" หลานชายคนโปรดส่ายหน้าก่อนจะหันไปหยิบขนมที่เอามาฝากท่านป้าของเขา

 

"ขนมนี่องค์ชายแจจุงกำชับนักกำชับหนาว่าให้เอามาฝากท่านป้าให้ได้"

 

"ฝากขอบพระทัยองค์ชายด้วย"

 

"เอ่อ... ท่านป้าขอรับ"

 

"หืม?"

 

"ข้ามีเรื่องอยากจะขออนุญาตท่านป้าหน่อยได้ไหมขอรับ?"

 

"ว่ามาสิ?"

 

"ข้าอยากไปเยี่ยมท่านย่า"

 

มีโซเผลอกัดปากอย่างลืมตัว ตลอดเวลาสิบสามปีที่หลานชายเข้าไปอยู่ในวังนั้น นางไม่เคยนึกถึงคนพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย ไม่สิ... นางพยายามจะลืมเลือนพวกเขาไปจากความทรงจำเสียมากกว่า คนพวกนั้นทำร้ายจิตใจน้องสาวของนางให้เจ็บปวดจนต้องหอบลูกซมซานกลับมาที่บ้าน และอยู่ได้ไม่นานก็ตรอมใจตายทิ้งลูกน้อยวัยห้าเดือนเศษต้องกำพร้าแม่...

 

"ถ้าท่านป้าไม่อนุญาต ข้าไม่ไปก็ได้ขอรับ"

 

จุนซูรู้ดีว่าท่านป้าจงเกลียดจงชังฝั่งบิดาของเขามากขนาดไหน เพราะเขาเองก็เคยเลียบๆเคียงๆถามนางอยู่สองสามครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จสักทีเดียว และครั้งนี้เองก็เช่นกัน ใบหน้าที่เรียบเฉยของท่านป้าทำให้เขาเริ่มถอดใจ เมื่อครั้งอายุได้เจ็ดขวบ ท่านย่าเคยมาพบเขาที่ศาลเจ้า แต่กลับถูกท่านป้าต้อนรับอย่างไม่ใคร่เต็มใจนัก เขายังจดจำภาพหญิงชราที่น้ำตานองหน้าเมื่อได้เห็นหน้าหลานชายครั้งแรกได้ชัดถนัดตา และหลังจากนั้นไม่กี่วันเขาก็ถูกส่งตัวไปอยู่ในวังจนผ่านไปสิบสามปีก็ไม่เคยรับรู้ข่าวคราวของนางอีกเลย

 

"ทำไมถึงอยากไป?"

 

"ข้าแค่นึกสงสัยว่าใครจะดูแลนาง ท่านปู่ก็เสียไปนานแล้ว ท่านพ่อก็..."

 

"เจ้าจะห่วงนางป้าก็ไม่ว่า เพราะมันเป็นหน้าที่ของเจ้า แต่ป้าแค่อยากจะบอกเจ้าไว้ว่าขืนไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์"

 

"หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?"

 

"นางตายไปแล้วเมื่อสามเดือนก่อน..."

 

"..."

 

"ป้าขอโทษที่ไม่ได้บอก เพราะเห็นว่าเจ้ากำลังเตรียมงานฉลองครบรอบวันครองราชย์ 40 ปี"

 

มีโซเห็นใบหน้าที่ซีดเผือดของหลานชายแล้วก็อดสงสารไม่ได้ ดวงตาเรียวเล็กนั้นมีแวววูบไหวเพียงเล็กน้อยก่อนที่เจ้าตัวจะตั้งสติถามถึงสาเหตุการจากไปของญาติฝั่งพ่อคนสุดท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มีโซเล่าให้ฟังหมดทุกอย่างว่าย่าของหลานชายป่วยเป็นโรคชรา และนางเองก็เป็นคนจัดการเรื่องพิธีศพให้ เพราะนับตั้งแต่บิดาของจุนซูหายสาบสูญไปตระกูลเศรษฐีของเขาก็ถูกผลาญสมบัติจากญาติพี่น้องจนหมด เหลือไว้เพียงแค่บ้านให้ผู้เป็นแม่อาศัยอยู่จนปัจจุบันนี้ทรุดโทรมลงไปมากเพราะไม่มีใครดูแล

 

"ป้าเองก็ไม่รู้ว่าบ้านหลังนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะเพลานี้ญาติพี่น้องของเจ้าต่างก็อพยพไปอยู่เมืองอื่นๆกันหมด คาดว่าอีกไม่กี่วันทางการคงมาถามเจ้าว่าจะรับมรดกหรือไม่"

 

จุนซูนั่งเงียบไปซักพักก่อนจะยกน้ำชาขึ้นมาจิบเล็กน้อย ผู้เป็นป้ามองดูอากัปกิริยาหลานชายด้วยความเป็นห่วง แม้จะไม่แสดงออกอย่างเปิดเผย แต่ลึกๆในใจแล้วจุนซูรู้สึกผิดเพราะไม่ได้ดูแลย่าของเขาตามสมควร และที่เจ็บปวดไม่แพ้กันคือมีโซ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานางพยายามกีดขวางไม่ให้หลานชายได้แสดงความกตัญญู จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตผู้หญิงคนนั้นนางก็ไม่ได้ไปบอกกล่าวใ